Skip to content
Home » News » อเมริกาวางแผนโต้ตอบ

อเมริกาวางแผนโต้ตอบ

อเมริกาวางแผนโต้ตอบ
https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา

อเมริกาวางแผนโต้ตอบ เคนเนดีได้เห็นภาพถ่ายในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1962 เขาได้จัดการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง 14 คนและน้องชายของเขาโรเบิร์ต เมื่อเวลา 9.00 สหรัฐไม่มีแผนที่จะจัดการกับภัยคุกคามในคิวบา เพราะว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐนั้นเชื่อว่าโซเวียตไม่ได้ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในคิวบา ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติได้รวมกันหาทางออกอย่างเร่งด่วนขึ้นมา 5 วิธี ได้แก่

  • ไม่ทำอะไรเลย
  • ใช้การเจรจาทางการทูตเพื่อกดดันให้สหภาพโซเวียตถอนขีปนาวุธออก
  • ใช้การโจมตีทางอากาศต่อขีปนาวุธ
  • ใช้กองทัพเข้าบุก
  • ทำการปิดล้อมทางทะเลต่อคิวบา ซึ่งจัดว่าเป็นการปิดกันประเทศอย่างจำกัด

ด้วยความเต็มใจหัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้ตกลงที่จะทำการเข้าโจมตีเต็มกำลังและเป็นการแก้ไขปัญหาเพียงทางเดียว พวกเขาเห็นพ้องกันว่าโซเวียตจะไม่ขัดขวางอเมริกาจากการเข้ายึดครองคิวบา เคนเนดีนั้นสงสัยในเรื่องนี้ เขาจึงกล่าวว่า

อเมริกาวางแผนโต้ตอบ พวกเขาสามารถปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย ตามที่พวกเขากล่าว พวกเขาไม่สามารถยอมให้พวกเราจัดการกับขีปนาวุธของพวกเขา สังหารชาวรัสเซีย และไม่ทำอะไรเลย หากพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างในคิวบา พวกเขาจะต้องทำอะไรสักอย่างในเบอร์ลินแน่นอน

เคนเนดีสรุปว่าการโจมตีทางอากาศจะเป็นการให้ “ไฟเขียว” กับโซเวียตในการเข้ายึดครองเบอร์ลิน เขาเสริมด้วยว่าในการทำเช่นนั้นพันธมิตรของสหรัฐจะคิดว่าสหรัฐเป็นคนจุดชนวนในการสูญเสียเบอร์ลิน เพราะพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาในคิวบาด้วยสันติวิธีได้

จากนั้นในการประชุมได้มีการหารือถึงผลที่จะกระทบความสมดุลทางยุทธศาสตร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่เชื่อว่าขีปนาวุธจะเป็นตัวถ่วงสมดุลอย่างมาก แต่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมโรเบิร์ต แมคนามาร่าไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้น เขาเชื่อว่าขีปนาวุธจะไม่ส่งผลใด ๆ ในด้านยุททธศาสตร์ ส่วนฐานยิงอีก 40 ฐานนั้นจะสร้างความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในภาพรวมของความสมดุลด้านยุทธศาสตร์ สหรัฐนั้นมีหัวรบมากกว่า 5,000 หัวรบอยู่แล้วในขณะที่โซเวียตมีเพียง 300 เท่านั้น

เขาสรุปว่าการที่โซเวียตมีเพิ่มขึ้นอีก 40 เป็น 340 ลูกนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงสมดุลด้านยุทธศาสตร์เลยแม้แต่น้อย ในปี ค.ศ. 1990 เขาพูดซ้ำอีกว่า “มันจะไม่สร้างความแตกต่างใด ๆ กองทัพจะไม่เสียสมดุล ผมไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ทั้งเมื่อก่อนและในตอนนี้”

อย่างไรก็ตามสภาความมั่นคงแห่งชาติก็เห็นด้วยว่าขีปนาวุธจะส่งผลกระทบในด้านสมดุลการเมือง อย่างแรกเคนเนดีได้ให้สัญญากับประชาชนอเมริกันไม่นานก่อนหน้านี้ว่า “หากคิวบานั้นมีความสามารถพอที่จะทำการโจมตีสหรัฐ สหรัฐก็จะทำการตอบโต้”

ประการที่สองความน่าเชื่อถือของสหรัฐท่ามกลางเหล่าพันธมิตรและประชาชนอเมริกัน จะได้รับผลกระทบในด้านลบ หากพวกเขายอมให้สหภาพโซเวียตมาเปลี่ยนแปลงสมดุลด้านยุทธศาสตร์ ด้วยการติดตั้งขีปนาวุธในคิวบา เคนเนดีได้ชี้แจงหลังจากวิกฤตการณ์ว่า “มันอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสมดุลการเมือง มันอาจส่งผลให้เห็นในทางความเป็นจริง”

ดังนั้นการบุกเต็มรูปแบบจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แต่ต้องมีใครลงมือทำอะไรสักอย่าง โรเบิร์ต แมคนามาร่าได้สนับสนุนการปิดกั้นทางทะเลด้วยการที่มันเป็นทางเลือกที่มีกำลังแต่ก็จำกัดทางกองทัพให้อยู่ในการควบคุม ตามกฎหมายนานาชาติแล้วการปิดกั้นนั้นเป็นการกระทำของสงคราม แต่เคนเนดีไม่คิดว่ามันมีข้อจำกัดเพียงเท่านั้น เขาคิดว่าสหภาพโซเวียตจะไม่ถูกกระตุ้นให้ทำการโจมตีเพราะเพียงแค่มีการปิดกั้นเท่านั้น

ในวันที่ 19 ตุลาคม การบินสอดแนมของยู-2 แสดงให้เห็นฐานยิงขีปนาวุธสี่แห่ง ในส่วนหนึ่งของการปิดกั้นกองทัพสหรัฐได้เตรียมตัวพร้อมอย่างมากในการใช้กำลังบังคับในการปิดกั้นและพร้อมสำหรับการเข้าบุกคิวบา กองพลยานเกราะที่ 1 ถูกส่งไปที่จอร์เจียและกองทัพบกห้ากองพลเตรียมพร้อมที่จะเข้าบุก ฝ่ายศูนบ์บัญชาการยุทธศาสตร์ทางอากาศได้ส่งเครื่องบินทิ้งขนาดกลางบี-47 สตราโตเจ็ทไปยังสนามบินพลเรือนและเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนักบี-52 สตราโตฟอร์เทรสเข้าสู่การเตรียมพร้อม

หลังจากที่การเจรจาแบบเผ็ดร้อนและดุเดือดของคุรสชอฟและปธน.เคนเนดี คุรสชอฟเสนอกับเคอเนอดี่ว่า”โซเวียตจะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบาโดยมีเงื่อนไขสองข้อคือ”1.อเมริกาสัญญาจะไม่รุกรานคิวบา 2.สหรัฐฯต้องถอนขีปนาวุธออกไปจากตุรกีเมื่อเคนเนดีนั้นได้ตอบตกลง ครุสชอฟก็ประกาศให้ทำการถอนขีปนาวุธของโซเวียตออกจากคิวบา แต่ปัญหามีอยู่ว่าเคนเนดีแถลงข่าวออกสื่อเฉพาะข้อที่1 ของโซเวียต(ที่สหรัฐฯจะไม่รุกรานคิวบาเท่านั้น)

ส่วนข้อที่2(การถอนขีปนาวุธของสหรัฐฯออกจากตุรกี)นั้นก็ทำเหมือนกันแต่ไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะ ทำให้โซเวียตถูกมองว่าเป็นฝ่ายแพ้ แถมยังโดนบอกว่าอ่อนข้อให้อเมริกา ทำให้ภายหลังครุสชอฟถูกโค่นล้มอำนาจในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1964 และ นายเลโอนิด เบรจเนฟ (Leonid Brezhnev)

ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่แทน และมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ขนานใหญ่เพื่อแข่งขันกับอเมริกา นอกจากการเปลี่ยนผู้นำโซเวียตแล้ว วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบานั้นยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง มังกรแดง(จีน)กับวอดก้าเก่า(โซเวียต) นั้นเกิดความแตกแยกกันในโลกของคอมมิวนิสต์ด้วย เนื่องจากจีนนั้นไม่พอใจในท่าทีของโซเวียตในวิกฤตการณ์คิวบา และมองว่าโซเวียตนั้นอ่อนข้อให้จักรวรรดินิยมตะวันตก ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำในโลกคอมมิวนิสต์ ทำให้เป็นอีกสาเหตุที่ทำไมโซเวียตและจีนเริ่มขัดแย้งกัน

เมื่อมาตรการแรกที่เป็นมาตรการด้านการทหารในการโค่นล้มฟิเดล คาสโตร ล้มเหลว รัฐบาลของเคนเนดีจึงได้เริ่มดำเนินการมาตรการที่สอง คือการริเริ่มโครงการ ‘พันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า’ (The Alliance for Progress) ซึ่งแตกต่างไปจากมาตรการก่อนๆ ที่สหรัฐอเมริกาพยายามทำกับคิวบาภายใต้การนำของฟิเดล คาสโตร

ไม่ว่าจะเป็นการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต การคว่ำบาตรทางการค้า หรือการแทรกแซงทางการทหาร ที่ต่างก็มีมุมมองว่าคาสโตรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงลาตินอเมริกาทั้งภูมิภาคให้เหมือนคิวบา แต่โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้ามองในอีกมุมหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงในคิวบาน่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเอาอย่างจากประเทศอื่นๆ ในลาตินอเมริกา

โครงการนี้จึงได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1961 โดยมีเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิวัติด้วยการมุ่งเน้นไปที่ต้นตอที่เป็นสาเหตุของการปฏิวัติ อาทิ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสังคมเพื่อก่อให้เกิดความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อกำจัดความยากจน และส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคลาตินอเมริกา 

ถ้าให้กล่าวโดยสรุปคือ โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าเป็นความพยายามที่จะพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนในลาตินอเมริกาให้ดีขึ้นนั่นเอง

โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าตระหนักดีว่า ในขณะนั้น ภูมิภาคลาตินอเมริกามีความรู้สึกต่อต้านสหรัฐอเมริกาและมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการปฏิวัติเหมือนที่เกิดขึ้นในคิวบา ยกตัวอย่างเช่นในการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ของอดีตรองประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในปี ค.ศ. 1958 ที่เกิดการจลาจลต่อต้านถึงขนาดมีการปามะเขือเทศใส่เขา

ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ได้สั่งการให้มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ศึกษาว่ามีปัจจัยใดที่ทำให้คนในลาตินอเมริกาไม่พอใจสหรัฐอเมริกา และในปีเดียวกันนั้นเอง เคนเนดีที่ยังเป็นวุฒิสมาชิกได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งโครงการเพื่อช่วยในการพัฒนาลาตินอเมริกา เสียงเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในลาตินอเมริกาขณะนั้น

ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกาก็เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาดำเนินการจัดตั้งโครงการช่วยเหลือเหมือนกับโครงการมาร์แชลที่สหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้นให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในยุโรปภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อาทิ ประธานาธิบดีของบราซิลที่ได้เรียกร้องให้มีโครงการการดำเนินงานเพื่อแพนอเมริกา (An Operation Pan-America) 

ในปี ค.ศ. 1958 แม้กระทั่ง ฟิเดล คาสโตรเองในการประชุมสุดยอดผู้นำในลาตินอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1959 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาบริจาคเงินสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพัฒนาลาตินอเมริกาในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 

อเมริกาวางแผนโต้ตอบ
https://th.wikipedia.org/wiki/วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา

โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าเป็นโครงการความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกา โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นสปอนเซอร์หลักในการให้งบประมาณสองหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลาสิบปี เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกานำไปใช้ในการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าแต่ละปี ประเทศในลาตินอเมริกาจะต้องเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 2.5 มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การปฏิรูประบบภาษี การปฏิรูปภาคการเกษตรอย่างเข้มข้น ลดอัตราผู้ที่ไม่รู้หนังสือ มีการศึกษาภาคบังคับอย่างน้อย 6 ปี การปรับปรุงระบบการสาธารณสุขเพื่อขยายอายุขัยของคนในภูมิภาค

เพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยและการบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเคนเนดีก็หวังว่า ประชาธิปไตยจะเติบโตไปด้วยตลอดคริสต์ทศวรรษที่ 1960 โดยแต่ละประเทศจะได้รับความช่วยเหลือก็ต่อเมื่อมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างน้อยภายในเวลาปีครึ่งหลังจากลงนามในโครงการดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก โดยคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนโครงการมาร์แชล แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริงกลับประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ระหว่างปี ค.ศ. 1961-1968 สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรในยุโรปสนับสนุนเงินโดยเฉลี่ยปีละสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะเงินให้กู้ยืม แต่การเบิกจ่ายจริงมีประมาณหนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐและถูกนำไปใช้คืนหนี้สินที่ค้างชำระ เหลือเงินที่จะเอาไปพัฒนาจริงๆ เพียงประมาณ 638 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ก็ถือว่าทั่วทั้งภูมิภาคลาตินอเมริกาเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการประปา ที่อยู่อาศัย จำนวนสถานพยาบาลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบถนน อีกทั้งสหรัฐอเมริกายังส่งอาสาสมัครไปช่วยพัฒนาโครงการต่างๆ ทั่วลาตินอเมริกาอีก 16,000 คน

ในบรรดาประเทศทั้งหมดในลาตินอเมริกาที่เข้าร่วมโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้า เวเนซุเอลาและชิลีเป็นสองประเทศที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นๆ กล่าวคือทั้งสองประเทศมีการปฏิรูประบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่มาแจกจ่ายให้กับคนที่ไร้ที่ดินทำกิน

มีการลงทุนเพื่อพัฒนาชนบทและสลัมในเขตเมือง รวมถึงการปฏิรูประบบภาษี ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และพยายามส่งเสริมการกระจายรายได้ให้เท่าเทียม

ทางด้านการเมืองก็มีการเปิดโอกาสให้กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น จึงอาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าตั้งไว้ไปเสียทั้งหมด แต่เวเนซุเอลาและชิลีก็เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการดังกล่าว

ที่สหรัฐอเมริกาพยายามเชิดชูให้เป็นตัวอย่างเพื่อต่อต้านแนวทางการปฏิวัติตามรูปแบบที่เกิดขึ้นในคิวบา

แต่เมื่อกลับมามองภาพรวมของโครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าในระดับภูมิภาคพบว่า ค่าเฉลี่ยของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอยู่ที่ร้อยละ 1.8 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของโครงการที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.5 การกระจายรายได้มีแนวโน้มแย่ลง

ขณะเดียวกันการปฏิรูปต่างๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่โครงการพันธมิตรเพื่อความก้าวหน้าตั้งเป้าหมายไว้ ทางด้านการเมืองก็เต็มไปด้วยผู้นำเผด็จการทางการทหารแทนที่จะเป็นประชาธิปไตย

การกักประเทศ

ตามธรรมเนียมในทางปฏิบัติแล้วการปิดกั้นนั้นเป็นการขัดขวางเรือทุกประเภทไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ที่ถูกปิดกั้น และจัดว่าเป็นการกระทำของสงคราม การกักประเทศนั้นดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ในกรณีนี้จะมีการใช้อาวุธอย่างจำกัด

เคนเนดีได้จัดการปราศรัยขึ้นซึ่งเขาได้กล่าวว่า “เพื่อหยุดการโจมตีเหล่านี้ การกักเรืออย่างเข้มงวดจึงจะเริ่มขึ้นในคิวบา” “1962 Year In Review: Cuban Missile Crisis”

ในเอกสารของนายพลเรือแอนเดอร์สันได้แสดงความแตกต่างระหว่างการจำกัดการใช้อาวุธและการจำกัดทุกอย่าง โดยแสดงให้เห็นว่าการปิดกั้นแบบทั่วไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาตั้งใจจะทำ ด้วยการที่มันเป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในน่านน้ำสากล ประธานาธิบดีเคนเนดีจึงทำการอนุญาตกองทัพให้ปฏิบัติการภายใต้สนธิสัญญาการป้องกันของสหรัฐ เมื่อเวลา 19.00 ของวันที่ 22 ตุลาคม ประธานาธิบดีเคนเนดีได้ปราศรัยทางวิทยุโดยประกาศถึงการค้นพบตำแหน่งของขีปนาวุธ