Skip to content
Home » News » ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว ในวันนี้เอง หรือทุกวันที่ 27 มกราคม เป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากลหรือฮอโลคอสต์ ซึ่งประชากรโลกจะร่วมไว้อาลัยให้ชาวยิว 6 ล้านคนที่ถูกสังหาร

เหตุใดสัญลักษณ์นี้ถึงกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความชิงชัง

เครื่องหมายสวัสดิกะ หรือสวัสติกะ รูปกากบาทปลายหัก เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความดีงามและความอุดมสมบูรณ์ กระทั่งฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีเยอรมนี นำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ ตั้งแต่นั้นมา สวัสติกะได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเผด็จการ ความเหี้ยมโหด และระบบฟาสซิสต์

คำว่าสวัสติกะ (Swastika) มีรากฐานมาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์อันเป็นมงคลของศาสนาฮินดู พุทธ และเชน มาหลายพันปี จึงสรุปกันว่าสัญลักษณ์นี้มาจากอินเดีย ต่อมาเมื่อชาวยุโรปเริ่มเดินทางเข้าไปในเอเชียกันมากขึ้น ก็ได้เอาสัญลักษณ์นี้กลับไปใช้ในประเทศของตน กระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 สวัสติกะก็ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง

นหนังสือเรื่อง The Swastika: Symbol Beyond Redemption? (สวัสติกะ มลทินที่มิอาจไถ่ถอน) สตีเวน เฮลเลอร์ ผู้แต่งบอกว่า คนตะวันตกคลั่งไคล้เครื่องหมายนี้มาก ดังจะเห็นได้จากอิทธิพลของมันในงานด้านสถาปัตยกรรม การโฆษณาและการออกแบบ บริษัทชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นโคคา-โคล่า เบียร์คาร์ลสเบิร์ก ก็เคยใช้เป็นสัญลักษณ์ส่งเสริมการค้ามาแล้ว

นอกจากนั้น มันยังเป็นเครื่องหมายประจำของลูกเสือ และเหล่าทัพสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ความนิยมในโลกตะวันตกของสวัสติกะ เดินมาถึงจุดจบในช่วงทศวรรษที่ 1930 เมื่อพรรคนาซีก้าวขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี

พรรคนาซีได้แรงบันดาลใจมาจากงานแปลของนักวิชาการชาวเยอรมันในช่วงศตวรรษที่ 19 เขาตั้งข้อสังเกตว่าภาษาสันสกฤตมีส่วนคล้ายกับภาษาเยอรมัน และสรุปว่าอินเดียกับเยอรมนีคงมีพื้นเพมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ดังนั้นนาซีจึงจินตนาการถึงเผ่าพันธุ์นักรบผิวขาวอันสูงส่งเหมือนพระเจ้า และเชื่อกันว่าสายเลือดอารยันเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ของคนเยอรมันที่เหนือกว่ามนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ในโลก และสวัสติกะก็ถูกใช้เป็นเครื่องหมายของเชื้อชาติอารยันนับแต่นั้นมา

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว เป็นที่ทราบกันว่าพรรคนาซีเกลียดชังชาติยิว และเป้าหมายของฮิตเลอร์คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตที่ค่ายกักกันนาซี 11 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นชาวยิวถึง 6 ล้านคน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เครื่องหมายสวัสติกะได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคียดแค้น ชิงชังและความโหดร้ายที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของผู้คนในยุโรป และอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวยิวอย่างไม่เสื่อมคลาย

ในอดีตเคยมีกรณีการนำเครื่องหมายสวัสติกะมาใช้และถูกท้วงติงโดยสถานทูตอิสราเอลเช่นกัน อย่างเมื่อเดือน ธ.ค. 2557 รัฐบาลไทยโดยสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสั้นไทยนิยม 12 เรื่อง เพื่อถ่ายทอดแนวคิดค่านิยม 12 ประการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

บางช่วงบางตอนของหนึ่งในภาพยนตร์ชุดนี้ ปรากฏภาพวาดของฮิตเลอร์กับเครื่องหมายสวัสติกะ ซึ่งทำให้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ออกมาบอกว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นการนำสัญลักษณ์นาซีไปใช้ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ และใช้ในทางที่ผิดในภาพยนตร์ของรัฐบาลไทย

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว
https://www.bbc.com/thai/thailand-47018637

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว

โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นฝันร้ายของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากการปลูกฝังความเกลียดชังทางเชื้อชาติ อันนำไปสู่ความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์นับล้านชีวิต นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งมองว่า ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่ออย่างสุดโต่งของผู้นำนาซี นั่นคือ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ที่เชื่อว่าจำเป็นต้องกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก

คำถามที่น่าสนใจยิ่งคือ ทำไมฮิตเลอร์จึงเกลียดชิงชังยิว ทำไมจึงต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

แท้จริงกระแสเกลียดชังยิว (Anti Semitism) หยั่งรากลึกมาตั้งแต่สมัยคริสตกาล ด้วยความเชื่อว่า ชาวยิวเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเยซูต้องถูกตรึงกางเขน เป็นกระแสในสังคมทวีปยุโรปและชาวคริสต์ส่วนหนึ่ง ชาวยิวไปอยู่ ณ แห่งหนใดมักจะถูกต่อต้านเสมอ

เมื่อฮิตเลอร์ต้องการสร้างกระแสความนิยมสุดขีดให้กับตนเองเพื่อเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ จึงจำเป็นต้องสร้างความเป็นเลิศของชนชาติเยอรมัน ประดิษฐ์ ปั้นแต่งเรื่องราวเติมแต่งไปว่า ชาวอารยัน (ชาวเยอรมัน) มีคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าสูงสุด

การผลิตกระแสยกย่องชาวเยอรมัน ผิวขาว ผมทอง นัยย์ตาสีฟ้า ว่าเป็นชนชั้นนำของโลก และกดเหยียดชาวยิวว่าชั่วร้าย เป็นมารของมนุษยชาติ เป็นผลผลิตที่งอกงาม ฮิตเลอร์มีภาพลักษณ์กลายเป็นผู้นำในอุดมคติ เป็นความหวังของชาวเยอรมันอันสูงส่ง

ตอกย้ำว่า ชาวยิวคือชนชั้นต่ำกว่ามนุษย์ เป็นชนชาติที่ไร้ค่า ไม่ควรแพร่พันธุ์ความเป็นมนุษย์อีกต่อไป

ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ มีการนำข้อมูลลักษณะนี้ไปใส่ในตำราเรียนในเชิงวิทยาศาสตร์ เน้นย้ำว่าชุมชนของคนเลือดเยอรมัน หรือ Volkgemeinschaft จะปะปนกับชนชาติอื่นมิได้ โดยเฉพาะชาวยิว กลุ่มรักร่วมเพศ ผู้พิการ ผู้มีจิตไม่ปกติ ใครที่ปฏิเสธแนวคิดของนาซีต้องถูกกำจัด คนชั่วร้ายเหล่านี้จะแพร่พันธุกรรมออกไปไม่ได้เด็ดขาด

ท่านผู้อ่านคงนึกไม่ถึงนะครับว่า “คิดได้ยังไงวะ?” แต่นี่มันคือเรื่องจริงที่แสนน่าขยะแขยงที่เกิดขึ้นมาแล้วครับ

ผมเองก็เพิ่งทราบว่า ฮิตเลอร์เกลียดยิว เกลียดพวกรักร่วมเพศและไม่ต้องการคนพิการให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องฆ่าทิ้งให้หมด

เครื่องมือของรัฐทั้งปวงในเยอรมนี วิทยุ ตำราเรียน ในเยอรมนีจะกระหน่ำซ้ำเติมลงไปว่า กลุ่มชาวยิวเป็นคนเห็นแก่ตัว ป่าเถื่อนและไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการสร้างชาติ

ระบอบนาซีของฮิตเลอร์ ฝังอุดมการณ์เกลียดชังยิวลงไปในทุกอณูของสถาบันในสังคม

เมื่อลงทุน ลงแรง ผลิตซ้ำทางความคิดว่า “ฉันเป็นคนดี แกเป็นคนเลว” ซ้ำไปซ้ำมา วันแล้ว-วันเล่า ผลลัพธ์คือ การกำจัดคนเลวเป็นหน้าที่ของฮิตเลอร์ และพวกของฮิตเลอร์เท่านั้น

ฮิตเลอร์ จัดการเช็กบิลกับชาวยิวและผู้เห็นต่างกับนาซี ด้วยการแบ่งแยกโครงสร้างสาธารณะ ไม่ให้ชาวยิวใช้ถนนร่วมกับชาวเยอรมัน กวาดต้อนชาวยิวให้ไปอาศัยอยู่ในชุมชนต่างหากที่เรียกว่า เกตโต (Getto) มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ ให้อดอาหาร น้ำ

ที่ชัดเจนที่สุดคือ นำชาวยิวไปเข้าค่ายกักกัน ที่เรียกว่า Concentration Camp เพื่อเข้าสู่กระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ เสี้ยม ยุยงให้ทำลายล้างกันเอง สังหารหมู่แบบหาคนผิดไม่ได้ ข้อมูลทั้งปวงถูกปกปิด สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว

ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในภายหลังระบุว่า กลุ่มคนที่หน่วยงาน SS เจาะจงกำจัดสังหารมากที่สุดคือ เด็กชายหญิงชาวยิว ที่ฮิตเลอร์ไม่ต้องการให้ไปเจริญพันธุ์อีกต่อไป

https://www.matichon.co.th/article/news_1346142

ฮิตเลอร์ ต่อต้านยิว ทำไมฮิตเลอร์ชิงชังยิว?

นอกเหนือจากบริบทเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การครอบครองของนายทุนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งฮิตเลอร์เชื่อว่าส่งผลต่อเยอรมนี และเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างคริสเตียนกับยูดาห์ (Judaism) หากจะกล่าวถึงแนวคิดของฮิตเลอร์ ที่ส่งอิทธิพลต่อนโยบายของนาซีในภายหลัง ส่วนหนึ่งอาจต้องย้อนไปถึงอิทธิพลทางความคิดอันมาจากความชื่นชอบอ่านหนังสือของฮิตเลอร์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่า เขาชื่นชอบอ่านหนังสืออัตชีวประวัติบุคคล จุลสาร และแผ่นใบปลิวทางการเมือง เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มจิตรกรวาดรูปทิวทัศน์ขาย

เมื่อพูดถึงอิทธิพลทางความคิดจากงานเขียนที่ส่งผลต่อฮิตเลอร์ จุดที่ถูกพูดถึงมากคืองานของลันซ์ ฟอน ลีเบนเฟล (Lanz von Liebenfels) บรรณาธิการนิตยสาร Ostara เชื้อสายออสเตรียน ที่นำเสนอความคิดเรื่องความสูงส่งของเชื้อชาติอารยัน และต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะงานเขียนในช่วงก่อนก่อตั้งนิตยสาร Ostara ที่ชื่อว่า Theozoölogie oder die Kunde von den Sodoms-Äfflingen und dem Götter-Elektron (Theozoology, or the Science of the Sodomite-Apelings and the Divine Electron)

แม้หนังสือเล่มนี้อาจไม่มีเนื้อหาเชิงต่อต้านชาวยิวโดยตรง แต่เป็นหนังสือเชิงนัยวิเคราะห์ตีความพระคัมภีร์ และถูกมองว่ามีเนื้อหาสื่อสารเชิงยกเชื้อสายอารยันสูงกว่าเชื้อสายอื่นๆ อันต่อยอดจากพื้นฐานความเชื่อทางคัมภีร์ทางศาสนา ว่าด้วยการสร้างมนุษย์ของพระเจ้า

งานเขียนของลันซ์ส่วนใหญ่มักจะนำแง่มุมด้านศาสนาและเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ อาทิ Zur Theologie der gotischen Bibel (“Regarding the Theology of the Gothic Bible”) ใน Vjschr. für Bibelkunde ปี 1903/1904 หรือ Der Weltkrieg als Rassenkampf der Dunklen gegen die Blonden (“The World War as a Race Fight Between the Dark and the Blondes”) เมื่อปี 1927 เป็นต้น

ลันซ์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1874 ที่เวียนนา ครอบครัวของเขาเป็นคนชนชั้นกลาง ในปี 1893 เขาเป็นนักบวชในคณะนักบวช Cistercian ของนิกายคาทอลิก ปีต่อมามีบันทึกไว้ว่า เขาอ้างว่า “รู้แจ้ง” เมื่อค้นพบหลุมศพของอัศวินเทมพลาร์ และเริ่มพัฒนาทฤษฎที่เรียกว่า “blue-blond Aryanism” และแนวคิดเรื่อง “เชื้อชาติชั้นล่าง” ซึ่งนาซีนำมาใช้อธิบายกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวอารยันว่าเป็นพวกที่ด้อยกว่า

เขาก่อตั้งนิตยสาร Ostara เมื่อ ค.ศ. 1905 และอ้างว่าเขามีผู้รับนิตยสารของเขากว่า 1 แสนราย แต่เชื่อกันว่าตัวเลขนี้สูงเกินจริง ลันซ์ ยังอ้างว่า ฮิตเลอร์ในวัยหนุ่มเคยมาพบเขาเมื่อปี 1909

อีกหนึ่งแนวคิดของฮิตเลอร์ ย่อมได้มาจากทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อันเป็นอีกแนวคิดที่ฮิตเลอร์ได้รับอิทธิพลมา โดยเฉพาะว่าด้วยวิธีการคัดเลือกทางธรรมชาติที่ว่า One general law, leading to the advancement of all organic beings, namely, multiply, vary, let the strongest live and the weakest die.” หรือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ซึ่งทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ส่งอิทธิพลต่อความคิดของของฮิตเลอร์

และแนวคิดของจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ (George von Schönerer) นักการเมืองชาวออสเตรียน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีทัศนคติทางการเมืองสนับสนุนความเป็นเยอรมัน และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมตามแบบฉบับนักการเมืองฝ่ายขวาจัด

เชิร์นเนอร์ ยังมีแนวคิดต่อต้านชาวยิว โดยจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ เสนอความคิดในแง่ว่า กำจัดชาวยิวเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเยอรมันกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศตนเองในภายภาคหน้า

แนวคิดของลันซ์ และจอร์จ ฟอน เชิร์นเนอร์ มีลักษณะแบบเดียวกันคือ ความเกลียดชังในเชื้อสายชาวยิวและยกย่องเชื้อสายอารยันที่เป็นเชื้อสายของชาวยุโรปโดยแท้ นั่นเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้นำเผด็จการในการหาเหตุผลของความเกลียดและเหยียดเชื้อสายที่คิดว่าต่ำกว่าตน ผนวกกับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่นำมาสนับสนุนแนวคิดของฮิตเลอร์ในการพัฒนาให้กองทัพนาซีเยอรมัน และกำจัดสิ่งที่คิดว่าทำให้ประเทศเกิดความเสื่อมถอยและอ่อนแอ นั้นคือชาวยิว

แนวคิดเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิวและความทะนงต่อเชื้อสายกำเนิด ในช่วงที่เขาถูกจำคุกจากเหตุการณ์ “กบฏโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch)” ที่เมืองมิวนิก เมื่อปี ค.ศ. 1923 โดยเขาเป็นผู้นำในเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาถูกตัดสินจำคุก 5 ปี ตลอดระยะเวลาที่ถูกจองจำในคุก Landsberg (จำคุกจริงตั้งแต่เมษายน 1924 ถูกปล่อยตัวกลางเดือนธันวาคมปีเดียวกัน) เขาบันทึกเรื่องราวชีวิตและแนวคิดทางการเมืองของเขา ซึ่งต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ ไมน์คัมพพ์ (Mein Kampf) ภายหลังจากที่เขาขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะผู้นำเยอรมนี ผลงานนี้เป็นหนังสือที่ส่งผลให้ประชาชนเยอรมันเริ่มเกลียดชังชาวยิว

หนังสือไมน์คัมพพ์ ฉบับแปลไทย (การต่อสู้ของข้าพเจ้า แปลโดย ศ.ป.) สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของฮิตเลอร์ โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายทางการเมืองทั้ง 25 ข้อ ซึ่งเป็นเป้าหมายและนโยบายสำคัญของพรรคนาซี หนึ่งในนั้นก็สื่อได้อย่างชัดเจนในเรื่องความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว

ในจุดมุ่งหมายการเมืองข้อ 4 ระบุว่า “ไม่มีใครอื่นนอกจากชาวเยอรมันเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเป็นพลเมืองของประเทศเราโดยสมบูรณ์, ไม่มีใครอื่นอีก นอกจากผู้ที่มีสายเลือดเยอรมันแท้ๆ ที่เราได้รัยสิทธิเป็นสมาชิกแห่งชาติได้ เพราะฉะนั้น พวกยิวเป็นสมาชิกแห่งชาติไม่ได้

ในข้อ 24 ย่อหน้าที่ 2 ระบุว่า “คณะพรรคนี้จะยอมรับรองศาสนาคริสเตียน แต่ก็ไม่นับรวมกับทางการเมือง และเราจะต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมของชาติยิว ทั้งภายนอกและภายในประเทศ…” เป็นเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการกีดกันสิทธิพลเมืองภายในประเทศ  และการต่อต้านทางเชื้อชาติอย่างชัดเจน

หรือแม้แต่ในบรรพ 1 บทที่ 11 “ชาติและเชื้อชาติ” ที่ฮิตเลอร์ได้บรรยายถึงความเป็นมาของชาวอารยัน ก็ยังมีการกล่าวถึงยิวในฐานะ “กาฝาก” ที่พยายามแสวงหาประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นเชื้อชาติที่นับถือศาสนาที่ผิดแผก เป็นนักหลอกลวงชั้นยอดมีความเจ้าเล่ห์ ซึ่งนั้นคือภาพลักษณ์ที่ฮิตเลอร์ได้สร้างขึ้นให้ชาวยิว และเชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลที่มาจากแนวคิดของบุคคลข้างต้น และฮิตเลอร์นำมาทำความเข้าใจต่อด้วยตนเอง

ความเกลียดชังที่ประสบพบเจอมาในอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ได้รับ กลายเป็นความเชื่อที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อมนุษยชาติ และเป็นโศกนาฏกรรมแห่งการสังหารหมู่ที่โลกไม่ลืม

https://www.silpa-mag.com/history/article_27306

1.ม.ค.1941(วันที่ประมาณการ)