Skip to content
Home » News » เกาหลีใต้เดินขบวนประท้วง การบริหารประเทศ

เกาหลีใต้เดินขบวนประท้วง การบริหารประเทศ

เกาหลีใต้เดินขบวนประท้วง การบริหารประเทศ
http://thongkum.blogspot.com/2017/11/democratic-revolution-by-people-of.html

เกาหลีใต้เดินขบวนประท้วง การบริหารประเทศ เดินขบวนบนท้องถนนเพื่อผลักดันวาระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับใดถือเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองเกาหลีมาโดยตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ ประชาชนเกาหลีใช้ช่องทางนี้แสดงออกทางการเมืองตั้งแต่ประท้วงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตนเอง จนถึงการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ

ดังที่เราเห็นในเส้นทางสู่ประชาธิปไตยอันขรุขระของเกาหลีแล้วว่า การมุ่งสู่ประชาธิปไตยนั้นจำเป็นต้องมีประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ไม่ใช่ปล่อยให้การตัดสินใจเรื่องนโยบายหรือการเมืองจำกัดอยู่เฉพาะกับชนชั้นนำ

การเมืองบนท้องถนนเป็นช่องทางการขับเคลื่อนและแสดงออกทางการเมืองของคนเกาหลีมาอย่างยาวนาน และประสบความสำเร็จ หากย้อนออกไปช่วงก่อนหน้าจะเป็นสองเกาหลีอีกสักนิด คนเกาหลีเดินประท้วงเก่งกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แน่นอนว่าวาระในตอนนั้น คือ การเรียกร้องเอกราชให้ประเทศ

เกาหลีใต้เดินขบวนประท้วง การบริหารประเทศ การเดินประท้วงหยั่งรากลึกลงในการเมืองแบบเกาหลี รี ซึง มัน (Rhee Syng-man) ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้ ที่วางแผนจะออกกฎหมายเพื่อเอื้อให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศได้ตลอดชีวิตก็ต้องลงจากอำนาจเพราะเกิดการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่จากประชาชน

แม้แต่ในช่วงเวลาที่ระบอบอำนาจนิยมเข้มข้นและแข็งแกร่ง อย่างในสมัยของ พัค จอง ฮี และ ช็อน ดู ฮวาน ก็ยังไม่อาจต้านแรงกดดันจากการเดินขบวนประท้วงอย่างกว้างขวางที่นำโดยนักศึกษา นักวิชาการ และแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังมีชนชั้นรากหญ้าที่เป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวจนโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการได้ในปี ค.ศ. 1987 (Lee 2017: 9)

หลังจากเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งของการแสดงออกทางการเมืองรูปแบบนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป ทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตยเกาหลี โดยมีการจัดแสดงเรื่องราวการประท้วงดวงเทียนจรัสแสง (candlelight vigils) ในนิทรรศการของ บลูเฮาส์ หรือ ชอง วา แด (Cheongwadae – Blue House) อันเป็นสำนักประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ด้วย

ขบวนการแรงงานที่แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เดินประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงานในปี ค.ศ. 1987 และ 1997 คนเกาหลีเดินประท้วงเพื่อต่อต้านนักการเมืองคอร์รัปชันในปี ค.ศ. 2000 เดินขบวนต่อต้านความล้าสมัยของการมีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเกาหลีในปี ค.ศ. 2002

การต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่และต่อต้านการนำเข้าเนื้อจากอเมริกาเพราะการระบาดของเชื้อวัวบ้าในปี ค.ศ. 2008 รวมถึงการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีพัค กึน ฮเย (Park Geun-hye) ลาออกในช่วงปี ค.ศ. 2016-2017 ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการชุมนุมอย่างสงบโดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University)

ก็ล้วนผ่านช่องทางการชุมนุมประท้วงทั้งสิ้น ประสบการณ์ประท้วงหลายทศวรรษของคนเกาหลีก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญเรื่องการประท้วงของกลุ่มประชาสังคมเกาหลี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่โดดเด่นในกระบวนการทางการเมืองของประเทศ (Lee 2014)

และการหมั่นชุมนุมและเดินประท้วงทุกสุดสัปดาห์นี่เองที่เปลี่ยนจัตุรัสควังฮวามุน (Gwanghwamun Square) จากแลนด์มาร์คกลางเมืองให้เป็น ‘ห้องเรียนประชาธิปไตย’ ขนาดใหญ่ที่มีประชาชนนับล้านคนมาเดินขบวนและชุมนุมประท้วงในวาระและประเด็นต่างกันออกไป โดยมีให้เห็นทุกๆ สุดสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมประท้วงที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางจนเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมเกาหลีใต้สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคประชาสังคม แต่อีกทางหนึ่งก็สะท้อนความอ่อนแอในการทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน (weak party institutionalization) ความอ่อนแอนี้ทำให้ตัวกลางที่มีหน้าที่ประนีประนอมระหว่างรัฐและประชาสังคมขาดหายไปจากระบบ และอาจเป็นจุดอ่อนในระบอบประชาธิปไตยแบบเกาหลี

การขาดหายของสถาบันตัวกลางที่มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนอย่างกลุ่มผลประโยชน์แลพรรคการเมืองเป็นปัจจัยที่ใช้อธิบายได้อย่างดีว่า เหตุใดความไม่พอใจของสังคมต่อรัฐจึงออกมาในรูปแบบการเดินประท้วงบนท้องถนน (Oh 2012)

สถาบันที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถจัดหาหรือเป็นช่องทางการเรียกร้องความต้องการของสังคมและส่งต่อไปสู่รัฐได้ ส่งผลให้ประชาชนต้อง ‘ลงถนน’ เพื่อให้รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้องของตน แม้ว่าภาคประชาสังคมเกาหลีจะแข็งแกร่งมาก แต่การเคลื่อนไหวของประชาสังคมเกาหลีส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ใหญ่และกว้างอย่างการปฏิรูปการเมืองหรือปฏิรูปสังคม ไม่ได้เคลื่อนไหวในประเด็นเฉพาะ

และการมีทัศนคติในแง่ลบต่อกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้ประชาสังคม (civil society) และกลุ่มผลประโยชน์ (interest groups) ที่ควรจะทำหน้าที่เป็นสถาบันตัวกลางเกิดความไม่ลงรอยกัน ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเด็นย่อยไม่มีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมืองก็คลอนแคลนไม่แตกต่างจากประชาสังคมนัก ความต้องการของประชาชนจึงไม่มีที่ทางให้แสดงออก

พรรคการเมืองเกาหลีนั้นสลายตัวง่าย ยุบง่าย และเปลี่ยนชื่ออยู่บ่อยครั้ง ช่วงอายุเฉลี่ยของพรรคการเมืองเกาหลีอยู่ที่ประมาณ 5 ปีเท่านั้น (Lee 2009) ทั้งยังขาดความแข็งแกร่งทางอุดมการณ์และความหลากหลายของนโยบาย ผลที่ออกมา คือ ประชาชนไม่มีทางเลือกเรื่องนโยบายมากนัก

และไม่รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือปฏิสัมพันธ์กับพรรคการเมือง (Kim 2009: 19-20) เพราะฐานการสนับสนุนจากมวลชนมักจะผูกติดอยู่กับผู้นำพรรค หรือ ประธานาธิบดีที่มาจากพรรคนั้นๆ มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม 3 คิม (คิม ยอง ซัม, คิม แด จุง, คิม จง พิล) พรรคการเมืองเกาหลีจึงมักพึ่งพาผู้นำพรรคมากกว่าที่นักการเมืองจะพึ่งพาพรรคการเมือง

เงื่อนไขทางโครงสร้างที่สำคัญที่ส่งผลให้พรรคการเมืองเกาหลีใต้อ่อนแอในด้านความเป็นสถาบัน คือ การแบ่งแยกทางสังคม (social cleavage) ที่มาในรูปแบบของภูมิภาคนิยม (regionalism) แบ่งแยกเป็นภูมิภาคฮอนัม (Honam) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ และภูมิภาคยองนัม (Youngnam) ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้

อันเป็นความขัดแย้งเรื้อรังมาตั้งแต่อดีต และมีผลใหญ่หลวงต่อรูปแบบและพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติและการเลือกตั้งประธานาธิบดี การแบ่งแยกทางสังคมแบบภูมิภาคนิยมนี้ทำให้พรรคการเมืองขาดแรงกระตุ้นในการเข้าหาเพื่อร่วมมือกับกลุ่มผลประโยชน์เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์และความร่วมมืออย่างเป็นระบบและเป็นทางการ

เพราะพรรคการเมืองจะห่วงแต่การรักษาและเพิ่มคะแนนเสียงในภูมิภาค มากกว่าการพยายามสร้างฐานเสียงที่มาจากกลุ่มปัญหาและประเด็นทางสังคม ด้วยสาเหตุเหล่านี้ จึงกล่าวได้ว่า พรรคการเมืองที่เป็นอีกหนึ่งสถาบันตัวกลางขาดความแข็งแกร่งในแง่ของการเป็นสถาบัน

สรุปว่าในเกาหลี สถาบันตัวกลางทั้งสองรูปแบบ คือ พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ยังขาดการพัฒนาและขาดความเป็นสถาบัน ผลประโยชน์ของสังคมจึงไม่ถูกผนวกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณาและกำหนดนโยบายระดับชาติผ่านตัวแสดงที่เป็นรัฐและพรรคการเมืองได้ ทำให้กลุ่มที่เรียกร้องไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนเพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องและกดดันให้ภาครัฐออกนโยบายที่สามารถตอบสนองความต้องการให้ได้

ภาคประชาสังคมทำให้การจัดการปกครองแบบประชาธิปไตย (democratic governance) แข็งแกร่งขึ้นด้วยการสร้างพลเมืองประชาธิปไตย ปัจเจกชนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนเพื่อเป็นพลเมืองประชาธิปไตย พวกเขาจะนำเสนอผลประโยชน์และข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเมื่อพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับประชาสังคม (Putnam 1993)

ประชาสังคมเกาหลีที่แข็งแกร่งและเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของขนาดและจำนวน และยังทำหน้าที่ผลักดันค่านิยมเสรีนิยมประชาธิปไตยมากว่า 3 ทศวรรษ ทำให้ภาคประชาสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ดำเนินมาอย่างมั่นคงหลังจากการเปลี่ยนผ่านในปี ค.ศ. 1987

อย่างไรก็ดี การเติบโตและความแข็งแกร่งของประชาสังคมเกาหลีอาจนำความท้าทายมาสู่การจัดการปกครองแบบประชาธิปไตยในระยะยาว (Oh 2012: 542) ประกอบกับสภาวะการขาดหายของสถาบันตัวกลางดังที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ภาคประชาสังคมอาจก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพและลดความสำคัญของสถาบันทางการเมืองอื่นๆ

เช่น ในเกาหลี เมื่อพรรคการเมืองไม่ได้เสนอนโยบายที่แตกต่างกันมากนักและบีบให้ประชาชนไม่มีตัวเลือก ประชาชนก็พร้อมลงถนนเพื่อเรียกร้องด้วยตนเองโดยไม่ผ่านพรรคการเมืองหรือสถาบันในระบบ นั่นยิ่งจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและด้อยความสำคัญลงไปอีก

และพรรคการเมืองที่อ่อนแอก็จะส่งผลในด้านลบต่อการก่อตั้งกลุ่มผลประโยชน์ เพราะกลุ่มผลประโยชน์ไม่เห็นว่าคู่เจรจาจะมีประสิทธิภาพมากพอที่จะผลักดันประเด็นต่างๆ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้

แม้ว่าการเดินขบวนประท้วงของมวลชนที่มีฐานจากปัญหาทางโครงสร้างจะประสบความสำเร็จมาหลายครั้งจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประชาธิปไตยแบบเกาหลี แต่การเมืองบนท้องถนนดังกล่าวยังจำกัดการเสริมสร้างพลังทางการเมืองของพลเมืองเกาหลี การประท้วงและเดินขบวนของประชาชนนั้นชัดเจนว่าเป็นการเปิดพื้นที่และให้โอกาสแก่ประชาชนในการมีส่วนร่วมและแสดงออกทางการเมือง

แต่การขับเคลื่อนพลังมวลชนใหญ่ๆ ในเกาหลียังมีปัญหาเรื่องการขาดแกนนำและเอกภาพทางอุดมการณ์ สิ่งเดียวที่รวมประชาสังคมและผู้คนจำนวนมากเอาไว้ด้วยกันคือ จุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกับนโยบายรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่มีเป้าหมายและความคิดที่แข็งแกร่งพอที่จะนำไปสู่การผลักดันและเสนอนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มเรื่องเป้าหมายสูงสุดของการประท้วงทำให้การเคลื่อนไหวไม่ได้ส่งอิทธิพลหรือผลกระทบในด้านนโยบายมากนัก นอกจากนี้ กลุ่มประชาสังคมและประชาชนไม่มีช่องทางที่จะเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายอย่างเป็นทางการ

และการไม่ถูกรวมเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการนี่เองที่จำกัดอำนาจของประชาชนและประชาสังคมจากการกำหนดหรือตรวจสอบนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในระยะยาว หากยังไม่มีทางออกเรื่องการขาดความเป็นสถาบันของความร่วมมือระหว่างรัฐและสังคม อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาธิปไตยในเกาหลีได้

เส้นทางประชาธิปไตยเกาหลีไม่ได้ราบรื่นนักเช่นเดียวกับทุกประเทศ หลังจากเผชิญสงคราม เกาหลีใต้เสียสละหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อการก่อร่างสร้างประเทศจนพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทุกวันนี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนแทบจำสภาพตอนสิ้นสุดสงครามเกาหลีไม่ได้

ในด้านการเมือง เกาหลีออกจากร่มเงาเผด็จการมาได้ร่วม 3 ทศวรรษ ข้ามผ่านผู้นำที่เป็นเผด็จการทหารมาได้สองคน (ค.ศ. 1961-1987) และกองทัพก็ไม่เข้ามายุ่มย่ามเรื่องการเมืองอีกเลยนับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่าน ภาคประชาชนและประชาสังคมของเกาหลีที่เป็นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งมาก การชุมนุมประท้วงที่เป็นการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนก็ได้รับความนิยมจนกลายเป็นภาพจำของระบอบประชาธิปไตยแบบเกาหลี

เมื่อเกาหลีใต้เปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการมาเป็นระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ การเมืองเกาหลีใต้ก็กำลังเผชิญกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งกับกลุ่มผลประโยชน์และพรรคการเมืองที่ขาดความเป็นสถาบัน จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าในอนาคต ระบอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ที่เพิ่งมีอายุ 30 ปีนั้นจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

วันที่ในข่าวนี้ 1 มกราคม 1987 วันที่ประมาณการ