Skip to content
Home » News » เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี

เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี

เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี
https://th.wikipedia.org/wiki/พัก_จ็อง-ฮี

เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี ผลพวงจากการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถือเป็นผู้นำในการปฏิวัติและได้รับความนิยมจากเพื่อนทหารของเขา พัก เข้าร่วมกลุ่มคอมมิวนิสต์พรรคแรงงานเกาหลีใต้ ในเขตยึดครองของชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมากลายเป็นสาธารณรัฐเกาหลี

พัก จ็อง-ฮี เกี่ยวข้องในการสมรู้ร่วมคิดที่จะเอาประธาน อี ซึงนัม ออกจากตำแหน่ง ในช่วงต้นปี 1949 พาร์คถูกจับข้อหากบฏและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ด้วยคำแนะนำของที่ปรึกษาทหารชาวอเมริกัน คนสำคัญของรัฐบาล นาย. James Hausman

ทำให้ พักได้รับการปล่อยตัว หลังจากที่เปิดเผยชื่อของผู้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ไปยังเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ อย่างไรก็ตามด้วยเหตุของสงครามเกาหลี ทำให้เขาสามารถกลับคืนสู่สถานะของเขา และทำหน้าที่ในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

ชีวิตทางการเมือง

อี ซึง-มัน ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเกาหลีลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1960 จากเหตุการณ์เคลื่อนไหว ใน 19 เมษายน 1960 การจลาจลที่นำโดยนักศึกษา ในขณะที่เศรษฐกิจ ของประเทศกำลังย่ำแย่จากการทุจริต นักศึกษาได้ออกมาทำการขับไล่ อี ซึงมัน มีการประท้วงตามท้องถนน

กับข้อเรียกร้องที่หลากหลาย ข้อเรียกร้อง หลักๆคือการปฏิรูปทางการเมือง รวมถึงเศรษฐกิจ และกฎหมาย โดยที่ตำรวจถูกใช้เครื่องมือของรัฐบาล อี ซึงมัน รัฐบาล ยุน ซึ่งปกครองประเทศภายหลังที่ได้เกิดเหตุการณ์ ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี อี ซึงมัน โดยกลุ่มนักศึกษา และประชาชน โดย อี ซึงมัน ได้ลาออกจากตำแหน่งไป

ยุน โบ-ซ็อน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 แห่งสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1960 แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ของการปกครองในรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลีโดย ยุน โบซอน

สาเหตุที่ยุนต้องลงจากอำนาจในการบริหารประเทศอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขาไม่สนใจในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ และยังกระหายในความเผด็จการและการทุจริต รัฐบาลของยุนมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรีถึง 3 ครั้งภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน

รัฐบาลของยุน โบ-ซ็อนสิ้นสุดลงเพราะเกิดการรัฐประหารซึ่งนำโดยพลตรี พัก ช็อง-ฮี ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ 1961 เรียกกันว่า “การปฏิวัติ 5.16” การกระทำรัฐประหารครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ความวุ่นวายทางการเมืองยุติลง แม้ว่าจะมีการต่อต้านอยู่บ้างประปราย ยุน โบ-ซ็อนยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทำงานบริหารต่อไปเพื่อให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายของระบอบการปกครอง

จนกระทั่งเขาลาออกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1962 พัก ช็อง-ฮีจึงกลายเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงในฐานะประธานสภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูแห่งชาติ ในขณะเดียวกันนั้น ยังคงมีแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาลพลเรือน

ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1963 พัก ช็อง-ฮีชนะการเลือกตั้งอย่างฉิวเฉียด โดยพักมีคะแนนนำคู่แข่งเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น และเขายังชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี ค.ศ. 1967

เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี
https://waymagazine.org/innovation-democracy-korea/

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เกาหลีใต้ ยุคพัก จ็อง-ฮี ก่อนหน้าที่พักจะเข้าบริหารประเทศ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 โดยให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) โดยให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ส่วนประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทำหน้าที่เป็นเพียงประมุขของประเทศและเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบบรัฐสภาดังกล่าวได้นำมาใช้ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1960 – กรกฎาคม ค.ศ. 1961 เท่านั้น

การแก้ไขครั้งที่ 4 เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1960 โดยได้เพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ให้รัฐสภาออกกฎหมายเพิ่มการลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตในการเลือกตั้งและให้ลงโทษต่อผู้ที่รับผิดชอบในการสังหารและทำร้ายผู้ที่ประท้วงเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง รวมถึงมีการกำหนดบทลงโทษต่อผู้ต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยและต่อข้าราชการที่ทำการคอร์รัปชั่น

การแก้ไขครั้งที่ 5 เกิดขึ้นในยุครัฐบาลทหารรักษาการณ์ในปี ค.ศ. 1962 โดยกำหนดให้นำระบบประธานาธิบดีและการมีสภาเดี่ยวกลับมาใช้ดังเดิม

ในปี ค.ศ. 1969 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 6 เป้าหมายหลัก คือ การขยายวาระของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีออกเป็น 3 วาระ ข้อกำหนดคราวนี้มีผลให้ประธานาธิบดีพัก ช็อง-ฮี สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันจนถึงวาระที่ 3 ได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่เจ็ด ในปี ค.ศ. 1972 ได้เพิ่มบทบัญญัติให้ประธานาธิบดีสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต ซึ่งหมายถึงการยกเลิกการกำหนดวาระของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั่นเอง เพื่อให้นายพัก ช็อง-ฮีสามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ตลอดไป

อนึ่ง ได้มีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) หรือเรียกว่า เป็นการเลือกทางอ้อม นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีมากขึ้น เช่น เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในสามของสภาทั้งหมด สามารถยุบสภาได้ และสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อสลายกลุ่มหรือบุคคลที่ทำการต่อต้านรัฐบาลได้

การจัดตั้งองค์กรด้านข่าวกรอง

พัก ช็อง-ฮีเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งองค์กรณ์เพื่อควบคุมในด้านต่าง ๆ ของประเทศ หนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทในทางการเมืองเป็นอย่างมาก คือ สำนักข่าวกรองกลางเกาหลี (KCIA : Korea Central Intelligence Agency) จัดตั้งขึ้นเมื่อ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1961 ในสมัยของพัก ช็อง-ฮี โดยมีต้นแบบมาจากองค์กร CIA ของสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทำรัฐประหารต่อ รัฐบาลของพัก ช็อง-ฮี

และปราบปรามศัตรูที่มีศักยภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ องค์กรนี้มีอำนาจสืบสวนและสามารถจับกุมกักขังทุกคนที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิดกฎหมายหรือเก็บงำความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลทหาร ไม่เพียงเท่านั้นสำนักข่าวกรองกลางเกาหลียังขยายอำนาจของตนเพื่อกิจการทางเศรษฐกิจและต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจากพัก

และดำเนินการองค์กรโดยผู้นำหน่วยคนแรก คิม จองพิล (หลานเขยของพัก) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการทำรัฐประหารของพัก

ในช่วงแรก องค์กรนี้มีหน้าที่เจรจาในเกาหลีเหนือ ต่อมาเมื่ออำนาจของพัก ช็อง-ฮีมีมากขึ้น KCIA ได้กลายมาเป็นองค์กรส่วนตัวของประธานาธิบดี มีหน้าที่คอยสอดส่องดูแลและแทรกซึมเข้าไปในทุกวงการทั้งในและต่างประเทศ พักใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือของสำนักข่าวกรองกลางอย่างเผด็จการ

มีการใช้อำนาจของตนเพื่อกิจการทางเศรษฐกิจ โดยทำการจับกุมนักธุรกิจ นักการเมืองที่มีพฤติกรรมในการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงผู้ครอบครองทรัพย์สินและร่ำรวยอย่างผิดปกติมาบังคับให้จ่ายค่าปรับ ซึ่งนอกจากจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ยังเป็นหุ้นจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้รัฐบาลมีทุนและสามารถควบคุมธนาคารพาณิชย์

ให้มาร่วมมือสนับสนุนการลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากเหนือจากนั้น พักยังเข้าทำการยึดอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในสมัยที่มาปกครองเกาหลี มาเป็นของรัฐและมอบให้เอกชนที่พักคัดเลือกมารับช่วงดำเนินการต่อไปโดยมีรัฐบาลค้ำประกัน ภายหลังองค์กรนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “Agency for National Security Planning

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาเกิดความกังวลเกี่ยวกับพักที่จะดำเนินการลับกับพรรคคอมมิวนิสต์ นายทหารชาวอเมริกัน James Hausman ได้บินไปกรุงวอชิงตันด้วยการสนับสนุนจากสถานทูตสหรัฐในกรุงโซล เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวว่ามีเหตุสำหรับความกังวลใจเกี่ยวกับพัก ทั้งนี้ พักไม่ได้เป็นคนที่สหรัฐอเมริกาจะให้การรับรองที่จะเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลี