Skip to content
Home » News » เกาหลีใต้ เลิกเผด็จการ ได้อย่างไร?

เกาหลีใต้ เลิกเผด็จการ ได้อย่างไร?

เกาหลีใต้ เลิกเผด็จการ
https://www.thairath.co.th/news/foreign/1326946

เกาหลีใต้ เลิกเผด็จการ ได้อย่างไร? บทความชิ้นนี้จะย้อนสำรวจปัจจัยความสำเร็จของเส้นทางประชาธิปไตยของสาธารณรัฐเกาหลี และความต่อเนื่องเรื่องการเคลื่อนไหวและการแสดงออกทางการเมืองที่เป็นเหมือน ‘ลายเซ็น’ ของประชาธิปไตยแบบเกาหลี คือ การเดินประท้วง หรือ การเมืองบนท้องถนนนั่นเอง

ได้ตั้งรัฐบาลครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2491 การเมืองเกาหลีใต้ช่วงนั้นแย่กว่าไทยเยอะ ประธานาธิบดีคนแรกคือ อี ซึง มัน เป็นรัฐบาลเผด็จการพลเรือนอยู่นานถึง 12 ปี แกใช้กลวิธีเยอะแยะเพื่อรักษาอำนาจของตนเองไว้ เรียกว่าเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองอย่างฉ้อฉล ใครได้ ส.ส.ในสมัชชาแห่งชาติมาก ส.ส.ก็ยกมือเลือกเป็นประธานาธิบดี อี ซึง มัน ได้ ส.ส.น้อย จึงไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนโดยตรง

แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วตัวเองก็ชนะเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศได้เป็นประธานาธิบดี แต่รัฐธรรมนูญก็ยังกำหนดว่าเป็นได้แค่ 2 วาระ อี ซึง มัน จึงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลิกการกำหนดวาระผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้แกเป็นผู้นำต่อได้ในสมัยที่ 3 โดยในช่วงนั้นยังมีสงครามเกาหลี อี ซึง มัน ก็อ้างความไม่สงบ สร้างเรื่องว่าเกาหลีเหนือจะยึดกรุงโซล ทั้งที่จีน เกาหลีเหนือ และสหรัฐฯ พยายามหยุดสงครามด้วยการลงนามในความตกลงสงบศึกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2496 แต่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กลับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำสงครามต่อ โดยบอกกับประชาชนว่า ตนเองต้องการจะโค่นระบอบคอมมิวนิสต์และรวมเกาหลีเหนือ–ใต้

เกาหลีใต้ เลิกเผด็จการ ประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้จับเกาหลีเหนือเป็นตัวประกัน กระดิกพลิกตัวอะไรก็อ้างสงครามกับเกาหลีเหนือ จนประชาชนเริ่มไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล นักศึกษาและปัญญาชนเริ่มรู้ไต๋ ประธานาธิบดีอี ซึง มัน แกจึงสร้างสถานการณ์ว่าคอมมิวนิสต์ก่อความวุ่นวายที่ยอซูและชุนซอนในจังหวัดซอลลาใต้ จากนั้นก็ให้สมัชชาแห่งชาติผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นเครื่องมือกำจัดคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล เป็นเครื่องมือที่ให้รัฐบาลกำจัดศัตรูทางการเมืองได้กว้างขวางและคลุมเครือ จำกัดเสรีภาพในการพูด การเสนอข่าวสาร การชุมนุม และการรวมกลุ่ม ช่วงนั้น มีคนถึงหมื่นถูกจับกุมโดยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวดองหนองยุ่งกับคอมมิวนิสต์ แต่เป็นพวกตัวนำทางการเมือง ท้าทายอำนาจหรือขัดผลประโยชน์ของผู้นำ คนเหล่านี้โดนรัฐบาลจับกุมโดยอ้างว่าเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์

เมื่อประชาชนลุกฮือ ประธานาธิบดีก็ไปแก้ไขกฎหมายความมั่นคงเมื่อ พ.ศ.2501 เพื่อให้มีอัตราโทษจำคุกสูงขึ้น ให้พวก ส.ส. ผ่านกฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายรัฐบาลออกมาหลายฉบับ เป็นกฎหมายที่ยกเลิกการเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้มีตำแหน่งว่าง ฝ่ายรัฐบาลก็ถือโอกาสตั้งคนของตนเองเข้าไปดำรงตำแหน่งในท้องถิ่น เปรียบเหมือนกับการยกเลิกสมาชิกสภากรุงเทพฯ และแต่งตั้งคนของรัฐบาลไปเป็น ส.ก.แทน เรื่องอย่างนี้เกาหลีใต้ทำมาก่อนเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

มีเครื่องมือ 2 อย่างที่เผด็จการชอบใช้คือ การแก้ไขหรือการสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎหมายความมั่นคง เมื่อประชาชนรู้เช่นเห็นชาติก็ตั้งใจว่าจะไม่เลือกประธานาธิบดีอี ซึง มัน กลับเข้ามาอีก พวกรัฐบาลจึงต้องคิดเครื่องมือที่ 3 เอามาใช้เพื่อให้ตัวเองมีความชอบธรรมกลับมาอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งก็คือการทุจริตการเลือกตั้ง

พรรคที่หนุนอี ซึง มัน เป็นประธานาธิบดีต่อในสมัยนั้นคือพรรคเสรี หรือ Liberal Party สมาชิกส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ในแวดวงราชการมาก่อน เป็นทหารตำรวจก็เยอะ คนเหล่านี้คิดเครื่องมือการข่มขู่ การให้สินบน การตั้งข้อหาโดยอาศัยกฎหมายด้านความมั่นคง เพื่อโยนใส่ผู้สมัครฝ่ายตรงข้าม ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ รัฐบาลของอี ซึง มัน จะต้องใช้เป็นข้ออ้างออกกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ปราบปรามนักการเมือง ประชาชน และองค์กรว่าสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์

เรื่องเกาหลีใต้น่าสนใจมากครับ อ่านประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ทำให้เราหูตาสว่าง รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเผด็จการ

การเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อ 15 มีนาคม 2503 ประธานาธิบดีอี ซึง มัน กลัวจะแพ้ จึงใช้แผนยัดไส้บัตรเลือกตั้งและทำให้บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้ฝ่ายค้านเป็นบัตรเสีย ส่งผลให้แกชนะเลือกตั้งได้คะแนน เสียงมากถึงร้อยละ 88.7

คนเกาหลีใต้ที่รักความยุติธรรม จึงออกมาชุมนุมที่เมืองมาซาน จังหวัดเคียงซังใต้ ตำรวจยิงปืนใส่ผู้ชุมนุมตายไป 8 ศพ ต่อมามีการ พบศพนักศึกษาที่เสียชีวิตจากการทรมานของตำรวจ ประชาชนจึงโกรธแค้นและต่อต้านลามไปยังกรุงโซล นักศึกษาที่กรุงโซลก็โดนตำรวจทำร้าย บาดเจ็บล้มตายไปอีกหลายร้อยคน ประธานาธิบดีอี ซึง มันสั่งให้กองทัพสลายการชุมนุม แต่กองทัพปฏิเสธ จนอี ซึง มัน ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งและลี้ภัยไปอยู่สหรัฐฯ ส่วนคนที่เป็นรองประธานาธิบดีคือ อี กี พุง ภรรยา และบุตรชายอีก 2 คน ต้องฆ่าตัวตาย

หลังจากนั้นจึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอำนาจประธานาธิบดีให้ทำหน้าที่แค่ประมุขของประเทศ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร นายยูน โพน ซอน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นายชางเมียน เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงนี้มีการกดดันจากประชาชนให้รัฐบาลชางเมียนต้องไล่ตำรวจออกทั้งสิ้น 17,000 นาย ข้อหาใช้อำนาจโดยไม่ชอบ

รัฐบาลชางเมียนออกกฎหมายพิเศษต่อต้านคอมมิวนิสต์ขึ้นมาใช้ควบคู่กับกฎหมายด้านความมั่นคง เพื่อใช้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม มีการออกกฎหมายจัดระเบียบการชุมนุม แต่ประชาชนและนักศึกษาก็รวมตัวกันต่อสู้กับกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จนรัฐบาลต้องยุติความพยายามในการผ่านร่างกฎหมายทั้งสอง

นายพลปัก จอง ฮี เห็นว่าประเทศวุ่นวายจึงนำกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลชางเมียน เป็นการสิ้นสุดการปกครองขอ’รัฐบาลที่มาจากแนวทางประชาธิปไตย นายพลปัก จอง ฮี อ้างว่าตัวเองต้องยึดอำนาจเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ สร้างความมั่นคงทางการเมืองและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ปัก จอง ฮี สร้างเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า Political Purification Act หรือ พ.ร.บ.สร้างความบริสุทธิ์ทางการเมือง เพื่อใช้สกัดนักการเมืองเดิมไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองเป็นเวลา 6 ปี ผลของกฎหมายทำให้นักการเมืองถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบและโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปมากกว่า 4,000 คน จากนั้น ก็ใช้ศาลตัดสินให้ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหารที่เคยทำงานให้ฝ่ายตรงข้ามกับนายพลปัก จอง ฮี ลาออกจากตำแหน่ง และบรรจุผู้สนับสนุนตนเข้าดำรงตำแหน่งแทน

วันที่ในข่าวนี้ 1 มกราคม 1948 วันที่ประมาณการ