Skip to content
Home » News » เขตปลอดภัยนานกิง

เขตปลอดภัยนานกิง

เขตปลอดภัยนานกิง (จีนตัวย่อ: 南京安全区; จีนตัวเต็ม: 南京安全區; พินอิน: Nánjīng Anquán Qǖญี่ปุ่น: 南京安全区, Nankin Anzenku, หรือ 南京安全地帯, Nankin Anzenchitai) เป็นเขตปลอดทหารสำหรับพลเรือนชาวจีนซึ่งจัดตั้งขึ้นก่อนหน้ายุทธการนานกิง (22 พฤศจิกายน 1937) โดยยึดเอาตัวอย่างจากหลวงพ่อพระเยซูอิตในเซี่ยงไฮ้ ชาวต่างชาติในนานกิงได้ก่อตั้งเขตปลอดภัยนานกิงขึ้น อยู่ภายใต้การจัดการโดยคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิง นำโดยนักธุรกิจชาวเยอรมันและสมาชิกพรรคนาซี ยอน ราเบอ เขตและกิจกรรมของคณะกรรมการดังกล่าวมีส่วนช่วยชีวิตพลเรือนชาวจีนหลายพันคนระหว่างการสังหารหมู่นานกิง

ชาวตะวันตกจำนวนมากอาศัยอยู่ในนานกิงระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง โดยประกอบอาชีพค้าขายหรือเป็นคณะเผยแผ่ศาสนา เมื่อกองทัพญี่ปุ่นรุกคืบมายังนานกิง รัฐบาลจีนได้ย้ายเมืองหลวงไปยังฮ่านโคว ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ได้หลบหนีออกจากเมืองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจอยู่ต่อ ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ามีชาวตะวันตกที่ยังตัดสินใจอยู่ต่อจำนวนเท่าใดและมีใครบ้าง โดยจำนวนดังกล่าวอยู่ระหว่าง 20 ถึง 30 คน เดวิด แอสคิว ได้วิเคราะห์แหล่งข้อมูลจากหลายแห่งซึ่งให้ข้อมูลตัวเลขชาวตะวันตกผู้ยังเหลืออยู่ในนานกิงที่แตกต่างกัน ตามข้อมูลของแอสคิว ตัวเลขประมาณที่ดีที่สุดควรจะเป็น 27 คน ในจำนวนนนี้มี 5 คนที่เป็นนักหนังสือพิมพ์และหลบหนีออกจากเมืองเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ไม่กี่วันหลังจากนานกิงตกอยู่ในเงื้อมมือของญี่ปุ่น

นอกเหนือจากนักหนังสือพิมพ์ 5 คนนี้แล้ว ชาวตะวันตกคนอื่น ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในนานกิงเป็นนักธุรกิจ แพทย์และหมอสอนศาสนา ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิง หรือไม่ก็คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศนานกิง

เขตปลอดภัยนานกิง
https://sites.google.com/site/nankingtragedy1937/khet-plxdphay

เขตปลอดภัยนานกิง

การก่อตั้งเขตปลอดภัย

ชาวตะวันตกที่ยังเหลืออยู่ในเมืองได้ก่อตั้งเขตปลอดภัยนานกิง ซึ่งประกอบด้วยค่ายผู้ลี้ภัยซึ่งกินพื้นที่ราว 3.4 ตารางไมล์ (8.6 ตารางกิโลเมตร) เขตปลอดภัยมีถนนล้อมรอบทั้งสี่ด้าน โดยค่ายผู้ลี้ภัยทั้ง 25 แห่งกระจุกตัวรอบสถานทูตอเมริกัน คิดเป็นพื้นที่ประมาณเซ็นทรัลพาร์กในนครนิวยอร์ก

เพื่อประสานงานการทำงาน ชาวตะวันตกได้จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิง ยอน ราเบอได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานภาพการเป็นสมาชิกพรรคนาซีและการลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากลสองฝ่ายระหว่างเยอรมนี-ญี่ปุ่น

เมืองนานกิงยอมรับการมีอยู่ของเขตปลอดภัยดังกล่าว โดยส่งเงินสดและอาหาร ตลอดจนส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปประจำอยู่ในเขต วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1937 นายกเทศมนตรีเมืองนานกิง มา เชา-ชุน ได้ส่งอพยพพลเมืองจีนที่ยังหลงเหลืออยู่ในนานกิงเข้าไปในเขตปลอดภัยก่อนที่ตนเองจะหลบหนีออกจากเมือง

ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้ยอมรับการมีอยู่ของเขตปลอดภัย แต่ก็ตกลงที่จะไม่โจมตีส่วนของเมืองที่ไม่มีทหารจีนประจำอยู่ สมาชิกคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยเขตปลอดภัยนานกิงจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้รัฐบาลจีนเคลื่อนย้ายทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ฝ่ายญี่ปุ่นเคารพขอบเขตของเขตปลอดภัยนานกิง ไม่มีการยิงกระสุนปืนใหญ่ตกลงในส่วนอันนำไปสู่การยึดครองของญี่ปุ่น ยกเว้นกระสุนบางนัดที่หลงเข้ามา ระหว่างความโกลาหลอันเกิดจากการโจมตีนานกิง มีบางคนถูกฆ่าในเขตปลอดภัย แต่ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในส่วนที่เหลือของเมืองก็ยังมากกว่าตามคำบอกเล่า

ความโหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นกระทำในเขตปลอดภัยนั้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการสังหารหมู่นานกิงที่ใหญ่กว่ามาก คณะกรรมการระหว่างประเทศได้ร้องขอให้กองทัพญี่ปุ่นหยุดการกระทำดังกล่าวหลายครั้ง โดยราเบอได้ใช้สถานภาพสมาชิกพรรคนาซีรับรอง แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ในบางครั้ง ทหารญี่ปุ่นเข้ามาในเขตปลอดภัยตามใจชอบ โดยนำชายและหญิงหลายร้อยคนออกไป แล้วจึงประหารชีวิตพวกเขาหรือข่มขืนก่อนจะฆ่าทิ้ง กองทัพญี่ปุ่นกล่าวอ้างว่ามีทหารกองโจรอยู่ในเขตปลอดภัยและกล่าวหาราเบอที่อนุญาตให้ใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบทหารเข้าไปในเขตปลอดภัยได้ ทหารญี่ปุ่นจึงฝ่าฝืนเข้าไปในเขตดังกล่าวด้วยเหตุผลนี้

“เหตุสังหารหมู่นานกิง” หรือ “การข่มขืนแห่งนานกิง” นับเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (1937–1945) ซึ่งทำให้ชาวจีนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มากถึง 300,000 ราย และแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกว่า 83 ปีแล้ว แต่คนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวจีนยังคงไม่อาจลบเลือนความโหดร้าย ความป่าเถื่อน และความรุนแรงไร้มนุษยธรรมที่กองทัพญี่ปุ่นกระทำต่อชาวจีนออกไปจากความทรงจำได้

ในขณะที่ทั่วทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า การทรมาน และการข่มขืนอย่างทารุณไร้ความปรานีจากน้ำมือของทหารญี่ปุ่น มีชาวต่างชาติซึ่งเปรียบเสมือนแสงไฟส่องสว่างท่ามกลางฝันร้ายอันดำมืด ทุ่มเททั้งกายและใจช่วยเหลือชาวจีนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความโหดเหี้ยมในครั้งนี้ ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้รับการสรรเสริญประหนึ่งว่าเป็น “พระมาโปรด” แห่งนานกิง

จอห์น ราเบ (John Rabe)

เกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ปี 1882 ที่เมืองฮัมบูร์กของเยอรมนี ราเบเป็นนักธุรกิจสมาชิกพรรคนาซี เขาได้เดินทางไปยังประเทศจีนในปี 1908 และต่อมาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่นานกิงในปี 1931 จนกระทั่งเกิดความโกลาหลทั่วทั้งนานกิงในเดือนธ.ค. ปี 1937 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองนานกิงได้สำเร็จ ราเบนำกลุ่มมิชชันนารี นักธุรกิจ และนักวิชาการจากตะวันตกก่อตั้งเขตปลอดภัยนานกิงโดยมีแนวธงกาชาดเป็นเครื่องบอกเขตแดน ซึ่งช่วยชีวิตชาวจีนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของทหารญี่ปุ่นมากถึง 250,000 คน และด้วยความกล้าหาญและความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำให้ราเบได้รับการสรรเสริญจากชาวจีนว่าเป็น “พระโพธิสัตว์แห่งนานกิง” ต่อมาราเบถูกบังคับให้ต้องออกจากนานกิงในช่วงต้นปี 1938 และเดินทางกลับไปยังกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเนื่องจากเขาเป็นสมาชิกพรรคนาซี ราเบต้องอาศัยอาหารและเงินที่ส่งมาจากชาวจีนประทังชีวิต จนกระทั่งเขาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองในปี 1950

แบร์นฮาร์ด อาร์ป ซินด์แบร์ก (Bernhard Arp Sindberg)

เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ปี 1911 ที่เมืองอาร์ฮุสของเดนมาร์ก ซินด์แบร์กเดินทางไปยังจีนในปี 1934 ขณะเกิดเหตุสังหารหมู่นานกิง ซินด์แบร์กซึ่งมีอายุ 26 ปี ร่วมมือกับเพื่อนชาวเยอรมันให้ที่พักพิงและการดูแลสุขภาพแก่ชาวจีนในโรงงานซีเมนต์แห่งหนึ่งย่านชานเมืองนานกิง ซึ่งเขาเป็นพนักงานอยู่ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ารุกราน โดยเขาช่วยชีวิตชาวจีนไว้ได้มากราว ราว 6,000 ถึง 10,000 คน หลังจากเหตุการสังหารหมู่จบลง ซินด์แบร์กย้ายไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐฯ จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1983 โดยวีรกรรมครั้งนี้ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระโพธิสัตว์ทรงโปรด” และ “ชาวเดนมาร์กผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด”

มินนี วอทริน (Minnie Vautrin)

เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ปี 1886 ที่รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ เธอเข้าร่วมกับสมาคมมิชชันนารีคริสเตียนต่างชาติ และถูกส่งไปทำหน้าที่ยังจีน โดยเธอได้พยายามส่งเสริมการศึกษาแก่ผู้หญิงชาวจีนมาอย่างต่อเนื่องจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยจินหลิงแห่งนานกิง จนเมื่อเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น และเหตุสังหารหมู่นานกิงในเวลาต่อมา วอทรินได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นแคมป์พิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กชาวจีนมากกว่า 10,000 คน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพธิดาแห่งความเมตตา” แต่การเสียสละปกป้องชีวิตชาวจีนนำมาซึ่งความบั่นทอนทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่วอทริน ทำให้เธอมีอาการป่วยทางจิตและต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ ในเดือนพ.ค. ปี 1940 ต่อมาในวันที่ 14 พ.ค. ปี 1941 เธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในวัย 55 ปี พร้อมทิ้งข้อความไว้ว่าชีวิตของเธอนั้น “ล้มเหลว”

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%87