Skip to content
Home » News » เบนิโต มุสโสลินี ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์

เบนิโต มุสโสลินี ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์

เบนิโต มุสโสลินี ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918)”เบนิโต มุสโสลินี” ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงท่ามกลางภาวะบ้านเมืองของอิตาลีที่ประสบปัญหาหลายด้าน และรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ พวกสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ที่ต่อต้านรัฐบาลจึงก่อความไม่สงบขึ้นโดยใช้วิธีการที่รุนแรง  สภาวะเช่นนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสภาพวุ่นวายของบ้านเมือง 

และเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  และพร้อมจะให้ความสนับสนุนพรรคการเมืองที่สามารถมาบริหารประเทศได้ “เบนิโต มุสโสลินี” (Benito Mussolini)  จึงเริ่มเผยแพร่แนวความคิดแบบปฏิวัติและชาตินิยมอย่างแรงกล้า ที่เรียกว่าลัทธิฟาสซิสต์ขึ้น  

 พรรคการเมือง “ฟาสซิสต์”

หนึ่งปีต่อมาในปี 1919 หลังจากก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์แล้ว มุสโสลินีได้ก่อตั้งพรรคสันนิบาตการต่อสู้แห่งอิตาลี (Fasci Italiani di Combattimento) หรือพรรคฟาสซิสต์ขึ้น เพื่อเตรียมเป็นกองกำลังปฏิวัติอิตาลี โดยมีเหล่าทหารผ่านศึก ผู้สนับสนุนสงคราม ศิลปินฟิวเจอริสต์ ปัญญาชน นักข่าว และชาวอิตาเลียนประมาณหนึ่งร้อยคน ต่างมารวมตัวกันที่สมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งมิลาน

เพื่อเป็นประจักษ์พยานกำเนิดใหม่ของพรรคการเมืองฟาสซิสต์ หรือ “พรรคแห่งนักรบ” อันมีกองกำลังอาสาพลเรือนที่เรียกว่าพวกชุตดำ (Blackshirts) เป็นของตนเอง ชื่อเต็มคือ “กองอาสาเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ” ประกอบไปด้วยสมาชิกทุกเพศทุกวัย รวมทั้งผู้หญิงและเด็กที่สวมเสื้อเชิ้ตดำ ซึ่งถอดโครงสร้างมาจากยูนิฟอร์มทหาร โดยมีเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่และใช้กำลังเพื่อปราบปรามผู้คิดต่างหรือมีพฤติกรรมขัดแย้งกับแนวทางการปกครอง

เบนิโต มุสโสลินี ก่อตั้งลัทธิฟาสซิสต์
https://www.trueplookpanya.com/blog/content/51382/-timhis-tim-

เกิดจากขบวนการทางความคิดสองสายในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 คือ ขบวนการปฏิวัติทางความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิเสรีนิยม และการรุกคืบของลัทธิชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จ ยึดถือเชื้อชาติเดียวกันแบบเข้มข้นอันเปรียบเสมือนเชื้อเพาะการเกิดและเจริญเติบโตของความคิดฟาสซิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น               

เสรีนิยมเป็นแนวทางการมองโลกในแง่ดีของภูมิปัญญาจากยุครู้แจ้งหรือยุคแสงสว่างทางปัญญา ที่เน้นเรื่องของปัจเจกบุคคลผู้ทรงเหตุผล ความเสมอภาค มีขันติธรรมทางความคิด เป็นต้น แต่แนวความคิดดังกล่าวไม่ได้เผยแพร่อย่างเป็นธรรม เนื่องจากเกิดการกระจุกตัวอยู่แต่กับพวกมีการศึกษาเท่านั้น เกิดความไร้ระเบียบและความเสื่อมของสังคม จึงทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่าสังคมเป็นสังคมอินทรียภาพ อันเกิดจากประเพณีและจารีตเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการการเชื่อมโยงเหตุผลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นควรปิดทางของเสรีนิยมไปเสีย               

รากเหง้าของฟาสซิสต์อีกข้อหนึ่ง คือ แนวคิดชาตินิยมแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสามารถย้อนกลับไปสู่งานของชาร์ลส์ ดาร์วิน เรื่อง Origin of Speciesc ที่เน้นเรื่องของสัญชาตญาณการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของสัตว์โลก และแนวคิดดังกล่าวได้ถูกนำไปตีความโดยเฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ที่ได้ตีความว่า “ สิ่งมีชีวิตที่มีความเหมาะสมที่สุดเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ” จึงเกิดการอธิบายความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆ ของกลุ่มนักคิดแบบดาร์วินทางสังคม               

ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้มีแต่วิชาชีววิทยาเท่านั้นที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น แต่วิชามานุษยวิทยาเองก็เช่นกันที่สนใจ พิจารณาเรื่องราวดังกล่าว ( ซึ่งภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง ) เกิดการนำเกณฑ์ “ ดัชนีศีรษะ ” โดยใช้สัดส่วนความกว้างกับความยาวของกะโหลกมนุษย์ โดยมีความเห็นว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์ที่มีรูปทรงศีรษะยาว ( ชาวยุโรป ) จะมีอารยธรรมสูงกว่าพวกที่รูปทรงศีรษะแบบกลม ( ชาวเอเชีย และแอฟริกา ) ทำให้พวกผิวเหลืองและผิวดำถูกพวกฟาสซิสต์ดูถูก แต่ทว่าในศตวรรษที่ 20 ความคิดดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง แต่พวกฟาสซิสต์ก็ยังยึดถือแนวคิดดังกล่าวต่อไปเพื่อเหนี่ยวรั้งอำนาจไว้               

ในด้านสติปัญญา นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ จอร์จ คูวิเอร์ กล่าวไปแนวทางที่ว่าชาวยุโรปย่อมมีสติปัญญามากกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ ขณะที่ลูกศิษย์ของเขา คือ โรเบิร์ต น๊อกซ์ ได้เสนอ “ ทฤษฎีกายวิภาคศาสตร์เทวดา ” เขามองว่ามนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์ควรมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับธรรมชาติของเผ่าพันธุ์ ซึ่งทฤษฎีของเขาไม่สนับสนุนการล่าอาณานิคม แต่เขาสนับสนุนสิทธิเชื้อชาตินิยมให้คนชาติเดียวกันลุกขึ้นครอบครองดินแดนที่ควรจะเหมาะสมและเป็นของพวกตนซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ได้ไปสอดคล้องกับความคิดของพวกฟาสซิสต์ด้วยในภายหลัง               

ส่วนบุคคลที่มีความคิดทางด้านเชื้อชาตินิยมมากที่สุดในศตวรรษที่ 19 คือ โกบิโน ซึ่งเป็นชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศส เขาได้เสนอว่าการที่อาณาจักรโบราณต่างๆ ที่เสื่อมลงเกิดจากการที่ชนชั้นผู้ปกครองไม่สามารถรักษาความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์ไว้ได้ โดยเขาเห็นว่าสายพันธุ์แท้ดีกว่าพันทาง ถ้าหากสายพันธุ์แท้ผสมพันธุ์แท้ก็จะสามารถรักษาความเจริญของอาณาจักรไว้ได้ แต่ถ้าเกิดการผสมกันระหว่างชนชั้นผู้ปกครองผสมกับชนพื้นเมืองที่ถูกปกครองจะทำให้เกิดความเสื่อมของอาณาจักร นอกจากนี้โกบิโนยังจัดอันดับเชื้อชาติของมนุษย์เป็น 3 อันดับใหญ่ๆ คือ

  1. คนผิวขาว เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีคุณสมบัติตามธรรมชาติ มีความสง่างาม สร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตวิญญาณ
  2.  คนผิวเหลือง เป็นเผ่าพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องวัตถุและเงินทอง
  3.  คนผิวดำ เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีแต่กำลังกาย ไม่มีประสิทธิภาพ ไร้จุดมุ่งหมายและไม่ฉลาด
https://pantip.com/topic/32721341

ฟาสซิสต์เป็นภาษาอิตาลี แปลตรงตัวว่า มัดหวายก่อนที่จะเกิด ฟาสซิสต์ มีคำว่า  ฟัสโซ Fascio อยู่ในอิตาลีมาก่อนแล้ว ใช้ชื่อว่า นัก สหการปฏิวัติ ( Revolutionary Syndicalists ) โดยส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ ขัดแย้งและแตกแยก กับพรรคสังคมนิยม ในประเด็นที่จะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1ของอิตาลี มุสโสลินี

 ซึ่งมีความกระหายอยู่แล้ว มองเห็นช่อง กระโดดเข้าร่วมอย่างเต็มตัวเมื่อสงครามอุบัติขึ้น กลุ่มสหการนิยมนี้ ได้จัดตั้งกลุ่มชื่อว่า ฟัสซี่ ดาซีโอเน รีโว ลูซีโอนารีอา อินแตร์นาซีโอนาลีสตา ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1914 แต่อิตาลีก็ไม่ได้เข้าสู่สงคราม อิตาลีเข้าสู่สงครามใน ค.ศ. 1915 ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของ มุสโสลินี เขาได้รับบาดเจ็บจากการฝึก ปาระเบิดในการประชุมที่มิลาน มุสโสลินี ได้ก่อตั้ง สันนิบาตรทหารผ่านศึกขึ้น มุสโสลินีได้เข้าสู่สภาได้ ในนามพรรค ฟาสซิสต์ เมื่อ ค.ศ. 1921 และได้จัดตั้งหน่วยติดอาวุธที่เป็นอาสาสมัครเพื่อสงคราม เรียกว่า squadristi

 เพื่อกำราบฝ่ายตรงข้ามคำสอนทั่วไปของฟาสซิสต์เน้นให้คนเห็นความสำคัญของตนเอง กระทำและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และอุทิศตนเองให้กับรัฐบาลเชื่อรัฐบาลเชื่อผู้นำฟาสซิสต์เป็นทั้งระบอบปกครอง และ จิตวิญญาณ

ประโยคสำคัญของเบนิโต มุสโสลินี คือหากข้าพเจ้าบุก จงตามข้าเจ้าไป หากข้าพเจ้าถอย จงฆ่าข้าพเจ้าเสีย หากข้าเจ้าตาย จงแก้แค้นให้แก่ข้าพเจ้าด้วย และ ไม่มีการปฏิวัติใดเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของมนุษย์ได้ เป็นต้น

 ต่อมา ก็มี ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมัน นายพล ฟรานซิส ฟรังโก แห่ง สเปน และ โตโจ นายกญี่ปุ่น เป็นผู้ที่ศรัทธาลัทธินี้และนำไปใช้ฟาสซิสต์ แตกต่างจากคอมมิวนิสต์ อย่างสิ้นเชิง โดยฟาสซิสต์ รังเกียจคอมมิวนิสต์ และต่างจาก เสรีนิยม

ฟาสซิสต์มุ่งเน้นที่ตัวตน ความภูมิใจในตัวตนชาติกำเนิดตน จนมีผู้เรียกว่า ฟาสซิสต์คือ ลัทธิคลั่งชาติสรุปคือ ฟาสซิสต์ คือ ลัทธิทางการเมืองลัทธิหนึ่ง กำเนิดที่อิตาลี โดย มุสโสลินี และมีอิทธิพลต่อสังคมโลกอยู่ในระยะหนึ่ง ฟาสซิสต์ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ปัจจุบัน ฟาสซิสต์จะไม่แสดงออกทางการเมืองของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน แต่ก็พอมองเห็นแนวทางจากการเคลื่อนไหวในแต่ละสังคม

https://www.trueplookpanya.com/blog/content/51382/-timhis-tim-