Skip to content
Home » News » เปิดปมคดี”ซีอุย”

เปิดปมคดี”ซีอุย”

เปิดปมคดี”ซีอุย” มนุษย์กินคน และฆาตกรต่อเนื่อง เป็นคดีประวัติศาสตร์โด่งดัง สร้างความสยดสยองให้สังคมไทย… ด้วยการฆ่าโหดถึง 7 ศพ ในระยะเวลาต่อเนื่อง 5 ปี คือระหว่างปี 2497 ถึงปี 2501 ซึ่งถูกจับขณะกำลังพยายามเผาทำลายศพรายสุดท้ายที่จังหวัดระยอง ทำให้มีการสืบสวนขยายผลย้อนหลังไปถึงพฤติกรรมโหดในลักษณะเดียวกันอีก 6 ราย

เปิดปมคดี”ซีอุย” และประวัติชีวิต ซีอุย แซ่อึ้ง

หลีอุย แซ่อึ้ง ที่ถูกเรียกผิดเพี้ยนเป็น ซีอุย เกิดในช่วงปี 2464 – 2470 ที่ตำบลฮุนไหล เมืองซัวเถา ประเทศจีน โดยเป็นลูกคนสุดท้องจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน ของนายฮุนฮ้อกับนางไป๋ติ้ง แซ่อึ้งครอบครัวมีอาชีพทำไร่ และมีฐานะยากจน เขาตระเวนตามที่ต่าง ๆ อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง มักถูกเด็กด้วยกันทำร้ายและเอาเปรียบจนเกิดความแค้นในใจ หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ลงว่า ซีอุยวัยเด็กไปพบกับนักบวชรูปหนึ่งที่แนะนำให้เขากินหัวใจและตับมนุษย์เพื่อให้มีพละกำลัง ทำให้เขาหันมาฆ่าสัตว์เพื่อกินเนื้อดิบโดยเฉพาะเครื่องในนับแต่นั้น

ซีอุยวัย 18 ปี ถูกเกณท์ทหารที่มณฑลเอ้หมึง ในสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง ระหว่างสงครามมีครั้งหนึ่งซีอุยตกอยู่ในวงล้อมญี่ปุ่นพร้อมกับทหารจีนคนอื่น เมื่อเสบียงเริ่มหมดลง ซีอุยใช้มีดกรีดศพเพื่อนทหารเพื่อควักหัวใจ ตับและไส้ออกมาต้มกินหลังสงครามยุติ บ้างว่าซีอุยกลับบ้านเกิดที่ซัวเถา แต่ด้วยมีฐานะยากจน จึงพยายามดิ้นร้นเพื่อย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทย บ้างว่าต่อมาเพื่อนทหารรุ่นเดียวกันชวนซีอุยสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเดินเรือทะเล ทำได้อยู่ปีเศษ ก็ลอบหนีเข้าประเทศไทยตามเพื่อนบ้างก็ว่าซีอุยถูกเกณฑ์ไปรบกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีก จึงหนีทหารเข้ามาในประเทศไทย

เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ถูกเกณฑ์ไปประจำการเป็นทหารสู้สงครามจีน-ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี ที่เขาประจำการอยู่แถบตะเข็บแดนของจีนที่ติดกับพม่า จังหวะนี้หนุ่มผู้หิวโหยได้ลักลอบหนีทางเรือมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย ประเทศไทยช่วงปี 2489 และนั่นทำให้ ประวัติซีอุย กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลในไทย

เปิดปมคดี"ซีอุย"
https://www.silpa-mag.com/history/article_9091

เมื่อถึงวัยรุ่นก็ถูกเกณฑ์ไปประจำหน่วยทหารที่มณฑลเอ้หมึง ในสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น หลังสงครามสงบ ก็ถูกเกณฑ์ไปรบกับฝ่ายเมาเซตุง ก่อนจะหนีทหารเข้ามาประเทศไทย ในวันที่ 28 ธันวาคม 2489 โดยเรือชื่อโปรคิว

เมื่อซีอุยขึ้นฝั่งประเทศไทย ก็ถูกกักตัวอยู่ที่กองตรวจคนเข้าเมือง 10 วัน ก่อนที่นายทินกี่ แซ่อึ้ง จะมารับรองออกไปได้ (ยังมีคำสัมภาษณ์อีกแห่งหนึ่งที่อ้างว่า นายฮะเอี้ยงเป็นผู้ออกเงินทำใบต่างด้าวและเข้าเมืองให้) จากนั้นก็พักอยู่จังหวัดพระนครที่โรงแรมเทียนจิน ตรอกเทียนกัวเทียน ประมาณ 5-6 วัน ก่อนจะเดินทางไปทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตรงกับคำให้การวันที่ 30 มกราคม 2501 ยืนยันว่า “มาอยู่เมืองไทยครั้งแรกที่ตำบลทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์”

หลังจากนั้นซีอุยก็เดินทางไปมาทำงานรับจ้างอยู่หลายที่ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และยากที่จะจัดลำดับได้เนื่องจากคำให้การแต่ละครั้ง ซีอุยระบุชื่อเจ้าของบ้านที่ไปพักไม่ค่อยตรงกัน และการอยู่แต่ละที่นั้นก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ 6 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง 8 เดือนบ้าง ขึ้นอยู่กับงานที่รับจ้างนั้นๆ

แม้จะมีที่อยู่และที่ทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง แต่ในระยะ 8 ปีแรกในเมืองไทย ซีอุยไม่ได้ก่อคดีร้ายแรงใดๆ นอกจากคดีทะเลาะวิวาทบ้างเป็นบางครั้ง แต่เงื่อนงำที่สำคัญก็คือ เส้นทางและแหล่งพักพิงของซีอุยในระยะหลัง ตรงสถานที่เกิดเหตุของคดีทั้ง 7 อย่างเหลือเชื่อ คือ ประจวบคีรีขันธ์ 4 คดี กรุงเทพฯ นครปฐม และระยอง แห่งละ 1 คดี

ซีอุยถูกจับในคดีเด็กชายสมบุญ ที่ระยอง คดีดังกล่าวถูกเชื่อมโยงเข้าคดีเก่าอีก 2 คดี คือ คดีฆาตกรรมที่สถานีรถไฟสวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2489 ที่จังหวัดพระนคร และคดีฆาตกรรมที่องค์พระปฐมเจดีย์ ที่นครปฐม เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2500 โดยรูปแบบและการฆาตกรรมลักษณะเดียวกัน ตำรวจจึงมุ่งเป้าไปที่ซีอุย ซีอุยถูกนำตัวมาสอบสวนตั้งแต่คืนวันที่ 27 มกราคม 2501 มีการบันทึกคำเป็นหลักฐานลงในวันที่ 30 มกราคม เนื่องจากซีอุยพูดและอ่านเขียนไทยไม่ได้การสอบสวนแต่ละครั้งจึงมีล่ามจีนอยู่เสมอ เนื้อหาของบันทึกปากคำฉบับวันที่ 30 มกราคม มี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ ยอมรับคดีที่ระยอง และปฏิเสธข้อกล่าวหาคดีพระนครและคดีนครปฐม ซีอุยยอมรับคดีที่ระยองว่าเป็นการกระทำผิดครั้งแรกโดยกล่าวนัยว่า “ไม่เคยฆ่าคนเพื่อจะเอาตับและหัวใจมากินเลย”

และคดีที่กรุงเทพ ซีอุยได้กล่าวทำนองว่า “ที่กรุงเทพฯ ข้าฯ เคยได้ยินคนพูดกันว่ามีคนฆ่าเด็กแล้วเอาสมอง เมื่อประมาณ ๑ ปีเศษๆ ขณะนั้น ข้าฯ พักอยู่จังหวัดพระนคร โดยอยู่บ้านนายบักเทียม แซ่ไล้ แต่ข้าฯ ไม่ได้ไปดู” และซีอุยยังให้การปฏิเสธในบันทึกปากคำครั้งนี้ “การฆ่าเด็กรายนี้ ข้าฯ ไม่ได้ทำร้าย ใครทำร้าย ข้าฯ ไม่ทราบ… ” และ “ในการที่มีคนฆ่าเด็กแล้วผ่าท้องที่นครปฐมนั้นทราบข่าวเหมือนกัน โดยขณะนั้นอยู่ที่จังหวัดนครปฐม โดย ข้าฯ ค้างที่นครปฐม 1 คืน ได้ยินชาวบ้านพูดกัน แต่ไม่ได้ไปดูเพราะรอรถไฟด่วนจะกลับทับสะแก แต่ใครจะเป็นคนฆ่า ข้าฯ ไม่ทราบ

ปัญหาสำคัญของคดีนี้ก็คือ คำให้การ ซึ่งเป็นคำสารภาพของผู้ต้องหา ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสาระสำคัญของคดี กระบวนการสอบสวนที่กระทำต่อเนื่องกันถึง 96 ชั่วโมง วันแรกปฏิเสธ วันรุ่งขึ้นรับสารภาพเพิ่มอีก 2 คดี อีก 9 วันต่อมา สารภาพอีก 4 คดี

ในขณะที่พนักงานสอบสวนให้การว่าได้กระทำอย่างถูกต้อง และนุ่มนวล ซีอุยก็เต็มใจรับสารภาพ แต่เหตุใดจึงให้การผิดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหัวใจของคดี คือการจัดการกับอวัยวะของเหยื่อ ไม่มีใครสงสัยเลยว่า แท้ที่จริงแล้วซีอุยไม่เคยลิ้มรสชาติของตับและหัวใจ อย่างที่ปรากฏในคำสารภาพ หรือข่าวในหนังสือพิมพ์ นี่คือปมปัญหาสำคัญที่จะต้องคลี่คลายกันต่อไป

ผลสุดท้ายคดีจบลงที่ศาลอุทธรณ์ ด้วยโทษประหารชีวิต จากคดีสุดท้ายเพียงคดีเดียว แต่ตราบาปของซีอุยตามคำพิพากษาของสังคมคือ มนุษย์กินคนฆ่าโหด 7 ศพ ภายใต้เงื่อนงำบางอย่างในกระบวนการสอบสวน ที่ทำให้ชวนสงสัยว่า แท้จริงแล้ว ซีอุย คือฆาตกรต่อเนื่อง หรือเหยื่อของสังคมกันแน่

ความเคียดแค้น และความรุนแรงของรูปคดี ทำให้สังคมละเลยที่จะตรวจสอบ “รายละเอียด” ของคำให้การ ทั้งที่เป็นทางการ และคำสัมภาษณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ สิ่งเดียวที่สังคมขณะนั้นต้องการคือ ลากคอไอ้ฆาตกรโหดรายนี้ไปยิงเป้าให้สาสม