Skip to content
Home » News » เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม

เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม

เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม
https://www.posttoday.com/world/149163

เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม ตอนที่ไททานิค เรือโดยสารหรูของอังกฤษ จมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ในเดือน เม.ย. ปี 1912 คนบนเรือจำนวนหลายพันต้องจมลงสู่น้ำทะเลอันเย็นยะเยือก

ผู้โดยสารบางส่วนสามารถลงเรือชูชีพหนีออกจากเรือยักษ์ที่กำลังอับปางได้ แต่มีเพียงลำเดียวเท่านั้นที่ย้อนกลับไปค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิต 

ท่ามกลางความมืดมิดของท้องทะเล เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งลอยคอเกาะอยู่กับประตูไม้บานหนึ่ง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเย็นแต่ยังคงมีชีวิตอยู่

ชายคนนั้นคือ ฟาง หรง ซาน หนึ่งในผู้โดยสารชาวจีน 6 คนที่รอดชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมเรือไททานิค และการช่วยชีวิตเขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในฉากอันโด่งดังของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องไททานิค เมื่อปี 1997

แต่การรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ของชายผู้นี้กลับไม่ใช่จุดจบของประสบการณ์เลวร้ายที่เขาต้องเผชิญ

ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากผู้รอดชีวิตชาวจีนกลุ่มนี้ไปถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่เกาะเอลลิส ในนครนิวยอร์ก พวกเขาก็ถูกผลักดันออกนอกประเทศจากกฎหมายกีดกันการอพยพของชาวจีน (Chinese Exclusion Act) ซึ่งห้ามผู้อพยพชาวจีนเดินทางเข้าสหรัฐฯ

จากนั้นชายทั้ง 6 คนก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งปัจจุบันที่เรื่องราวของพวกเขาได้รับการพูดถึงอีกครั้งในหนังสารคดีเรื่อง The Six ที่เพิ่งออกฉายในประเทศจีน บอกเล่าถึงตัวตนและชีวิตของพวกเขาหลังจากโศกนาฏกรรมเรืออับปางเมื่อ 109 ปีที่แล้ว

สารคดีเรื่องนี้ เปิดเผยเรื่องราวของพวกเขามากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือไททานิค เพราะตีแผ่เรื่องราวที่เป็นผลพวงมาจากนโยบายกีดกันทางเชื้อชาติและต่อต้านผู้อพยพเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งกำลังสะท้อนภาพความรู้สึกต่อต้านและเกลียดชังคนเอเชียที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ตอนนี้

เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม
https://www.bbc.com/thai/international-56830179

เรือล่มไททานิค โศกนาฏกรรม อาร์เอ็มเอส ไททานิก (อังกฤษ: RMS Titanic) เป็นเรือโดยสารซึ่งจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 หลังชนภูเขาน้ำแข็งระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเซาท์แทมป์ตัน สหราชอาณาจักร ไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา การจมของไททานิก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,514 ศพ

นับเป็นภัยพิบัติทางทะเลในยามสงบครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไททานิก เคยเป็นสิ่งของเคลื่อนได้ที่ใหญ่ที่สุดที่ทำด้วยฝีมือมนุษย์ในขณะการเดินทางเที่ยวแรก เป็นหนึ่งในสามเรือโดยสารชั้นโอลิมปิกซึ่งดำเนินการโดยไวต์สตาร์ไลน์ สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1909-1911 โดยอู่ต่อเรือฮาร์แลนด์แอนดวูล์ฟฟ์ในเบลฟาสต์บรรทุกผู้โดยสาร 2,223 คน

ผู้โดยสารบนเรือมีบรรดาบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เช่นเดียวกับผู้อพยพกว่าพันคนจากบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ สแกนดิเนเวีย เป็นต้น ซึ่งกำลังแสวงหาชีวิตใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือ เรือได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบายและความหรูหราที่สุด โดยบนเรือมียิมเนเซียม สระว่ายน้ำ ห้องสมุด ภัตตาคารชั้นสูงและห้องจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีโทรเลขไร้สายทรงพลังซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เช่นเดียวกับการใช้เชิงปฏิบัติการ แต่แม้ ไททานิก จะมีคุณลักษณะความปลอดภัยที่ก้าวหน้า เช่น ห้องกันน้ำและประตูกันน้ำที่ทำงานด้วยรีโมต ก็ยังขาดเรือชูชีพที่เพียงพอสำหรับบรรทุกผู้โดยสารทุกคนบนเรือ

เนื่องจากระเบียบความปลอดภัยในทะเลที่ล้าสมัย จึงมีเรือชูชีพเพียงพอสำหรับผู้โดยสาร 1,178 คนเท่านั้น เกินครึ่งของผู้ที่เดินทางไปกับเรือในเที่ยวแรกเล็กน้อย และหนึ่งในสามของความจุผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดเท่านั้น

ช่วงก่อนหน้าที่ไททานิกออกเดินทาง ได้เกิดเหตุไฟไหม้บริเวณส่วนเก็บถ่านหินที่ บล็อก 5 และ 6 และไฟยังไหม้ต่อเนื่องตลอดการเดินทาง ความเสียหายนั้นส่งผลให้ผนังกั้นนํ้าชั้นที่ 4 ก่อนถึงห้องเครื่อง และ ส่วนที่เก็บถ่านหินนั้นร้อนมาก อุณหภูมิไม่ตํ่ากว่า 1,500 ฟาเรนไฮต์ จนผนังกั้นนํ้าร้อนจนแดง และตัวเหล็กของผนังกั้นนํ้านั้นบิด งอ ลดการทนทานนํ้าไปกว่า 75%

หลังเดินทางออกจากเซาท์แทมป์ตันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 ไททานิก ถูกเรียกที่เชอร์บูร์ก (Cherbourg) ในฝรั่งเศส และควีนส์ทาวน์ (ปัจจุบันคือ โคฟ, Cobh) ในไอร์แลนด์ ก่อนมุ่งหน้าไปทางตะวันตกมุ่งสู่นิวยอร์ก วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ห่างจากเซาท์แทมป์ตันไปทางใต้ราว 600 กิโลเมตร

ไททานิก ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งเมื่อเวลา 11.40 น. (ตามเวลาเรือ GMT-3) การชนแฉลบทำให้แผ่นลำเรือไททานิก เกิดความเสียหาย นํ้าได้ทะลักเข้าไปในเรือ แล้วได้เปิดห้องกั้นนํ้าทั้งหมด แต่ทว่า ผนังกั้นนํ้าชั้นที่ 4 ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้จากห้องเก็บถ่านหิน ทำให้ผนังกั้นนํ้าชั้นที่ 4 ไม่สามารถทนทานแรงดันนํ้าได้ จึงส่งผลให้นํ้าทะลักเข้ามาภายในตัวเรือได้ อีกสองชั่วโมง สามสิบนาทีต่อมา น้ำค่อย ๆ ไหลเข้ามาในเรือและจมลง

ผู้โดยสารและสมาชิกลูกเรือบางส่วนถูกอพยพในเรือชูชีพ โดยมีเรือชูชีพจำนวนมากถูกปล่อยลงน้ำไปทั้งที่ยังบรรทุกไม่เต็ม ชายจำนวนมาก กว่า 90% ของชายในที่นั่งชั้นสอง ถูกทิ้งอยู่บนเรือเพราะระเบียบ “ผู้หญิงและเด็กก่อน” ตามด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งบรรทุกเรือชูชีพนั้น ก่อน 2.20 น. เล็กน้อย

ไททานิก แตกและจมลงโดยยังมีอีกกว่าพันคนอยู่บนเรือ คนที่อยู่ในน้ำเสียชีวิตภายในไม่กี่นาทีจากภาวะตัวเย็นเกิน (hypothermia) อันเกิดจากการจุ่มในมหาสมุทรที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง ผู้รอดชีวิต 710 คนถูกนำขึ้นเรืออาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย (RMS Carpathia) อีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง

ภัยพิบัติดังกล่าวทำให้ทั่วโลกตกตะลึงและโกรธจากการสูญเสียชีวิตอย่างใหญ่หลวง และความล้มเหลวของกฎระเบียบและปฏิบัติการซึ่งนำไปสู่ภัยพิบัตินั้น การไต่สวนสาธารณะในอังกฤษและสหรัฐอเมริกานำมาซึ่งพัฒนาการหลักในความปลอดภัยในทะเล หนึ่งในมรดกสำคัญที่สุด

คือ การจัดตั้งอนุสัญญาความปลอดภัยของชีวิตในทะเลระหว่างประเทศ (SOLAS) ใน ค.ศ. 1914 ซึ่งยังควบคุมความปลอดภัยในทะเลตราบจนทุกวันนี้ ผู้รอดชีวิตหลายคนสูญเสียเงินและทรัพย์สินทั้งหมดและถูกทิ้งให้อดอยากแร้นแค้น หลายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสมาชิกลูกเรือจากเซาท์แทมป์ตัน สูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป