Skip to content
Home » News » เศรษฐกิจจีนยุคราชวงศ์ฮั่น

เศรษฐกิจจีนยุคราชวงศ์ฮั่น

เศรษฐกิจจีนยุคราชวงศ์ฮั่น (ปี 206 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในยุคโบราณ ปรากฏช่วงเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองและถดถอยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ราชวงศ์ฮั่นเหนือ (ปี 206 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 9) ราชวงศ์ซิน (ปี ค.ศ. 9 – 23) และราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ปี ค.ศ. 25 – 220) ระบอบการปกครองของราชวงศ์ซินก่อตั้งโดยจักรพรรดิซินเกาจู่ (หวัง หมั่ง) เป็นระบอบการปกครองช่วงระหว่างภาวะสุญญากาศทางการเมืองคั่นกลางระหว่างการปกครองที่ยาวนานของราชวงศ์ฮั่น หลังจากที่การปกครองของจักรพรรดิซินเกาจู่ล่มสลายลง เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นถูกย้ายไปทางทิศตะวันออกจากเมืองฉางอานไปยังเมืองลั่วหยาง ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์จึงเรียกยุคก่อนและหลังว่าราชวงศ์ฮั่นตะวันตกและราชวงศ์ฮั่นตะวันออกตามลำดับ

เศรษฐกิจจีนยุคราชวงศ์ฮั่น
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99

เศรษฐกิจจีนยุคราชวงศ์ฮั่น ถูกกำหนดโดยการเติบโตของประชากรอย่างแพร่หลาย การกลายเป็นเมืองเพิ่มขึ้น การเติบโตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของอุตสาหกรรมและการค้า และการทดลองของรัฐบาลโดยแปลงสินทรัพย์ของเอกชนให้เป็นสินทรัพย์ของรัฐ

ในยุคนี้ระดับของการทำเหรียญและการไหลเวียนของเหรียญเงินตราเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบของพื้นฐานทางระบบการเงินที่มั่นคง เส้นทางสายไหมช่วยอำนวยความสะดวกในการสถาปนาการค้าและแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการกับต่างประเทศทั่วทวีปยูเรเชีย หลายสิ่งนี้ไม่เคยเป็นที่รับรู้ของชาวจีนยุคโบราณมาก่อน เมืองหลวงของราชวงศ์ทั้งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ฉางอาน) และราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ลั่วหยาง) ตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นทั้งด้านประชากรและด้านพื้นที่ โรงงานของรัฐบาลผลิตเครื่องตกแต่งสำหรับพระราชวังของจักรพรรดิและผลิตสินค้าสำหรับสามัญชน รัฐบาลควบคุมการก่อสร้างถนนและสะพานหลายแห่งซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจของรัฐบาลอย่างเป็นทางการและส่งเสริมการเจริญเติบโตทางการค้า ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮั่น นักอุตสาหกรรม ผู้ค้าส่งและพ่อค้า จากพ่อค้าปลีกรายย่อยไปจนถึงนักธุรกิจที่มั่งคั่งสามารถมีส่วนร่วมในความหลากหลายของอุตสาหกรรมและการค้าที่หลากหลายทั้งภายในประเทศ ในแวดวงสาธารณะ และแม้แต่ทหาร

ในช่วงต้นราชวงศ์ฮั่น ชาวนาที่อาศัยอยู่พื้นที่ชนบทพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกเขาเริ่มพึ่งพาการแลกเปลี่ยนทางการค้าอย่างหนักกับเจ้าของที่ดินการเกษตรขนาดใหญ่ที่มั่งคั่ง ชาวนาชาวไร่จำนวนมากมีหนี้สินลดลงและถูกบังคับให้กลายเป็นแรงงานจ้างหรือไม่ก็เป็นผู้อยู่อาศัยที่ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับชนชั้นเจ้าของที่ดิน รัฐบาลของราชวงศ์ฮั่นพยายามให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับชาวนาที่ยากจนอย่างต่อเนื่อง

พวกชาวนาต้องแข่งขันกับขุนนาง เจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการค้าที่ทรงอำนาจและอิทธิพล รัฐบาลพยายามจำกัดอำนาจของกลุ่มคนที่มั่งคั่งเหล่านี้โดยการเก็บภาษีและออกกฎระเบียบทางราชการอย่างหนัก ถึงแม้ว่ารัฐบาลของจักรพรรดิฮั่นอู่ (ปี 141 – 87 ก่อนคริสตกาล) ได้แปรรูปอุตสาหกรรมเหล็กและเกลือให้กลายเป็นกิจการของรัฐ อย่างไรก็ตาม การผูกขาดของรัฐบาลเหล่านี้ถูกยกเลิกในระหว่างยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก การแทรกแซงของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในด้านเศรษฐกิจภาคเอกชนระหว่างปลายศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ส่งผลให้ชนชั้นพ่อค้าเชิงพาณิชย์อ่อนแอลงอย่างหนัก

การแทรกแซงของรัฐบาลช่วยให้เจ้าของที่ดินที่มั่งคั่งเพิ่มอำนาจพวกเขาและรับประกันความต่อเนื่องของเศรษฐกิจที่ครอบงำการเกษตร เจ้าของที่ดินที่มั่งคั่งครอบงำกิจกรรมด้านการค้าได้เป็นอย่างดี ปรับปรุงอำนาจการปกครองให้อยู่เหนือชาวนาที่อยู่ในชนบททั้งหมด ผู้ซึ่งรัฐบาลไว้วางใจเพราะรายได้จากการจัดเก็บภาษี กำลังทางทหารและแรงงานสาธารณะ โดยในปีคริสต์ทศวรรษที่ 180 วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเมือง

เป็นเหตุให้รัฐบาลของราชวงศ์ฮั่นกระจายอำนาจมากขึ้น ขณะที่เจ้าของที่ดินรายใหญ่มีอิสระและมีอำนาจในชุมชนของพวกเขามากขึ้น

ระบบการเงินและการกลายเป็นเมือง

ในระหว่างยุคสงครามระหว่างรัฐ (ปี 403 – 201 ก่อนคริสตกาล) การพัฒนาของพาณิชย์เอกชน เส้นทางการค้าแห่งใหม่ อุตสาหกรรมหัตถกรรมและเศรษฐกิจการเงินนำไปสู่การเติบโตของศูนย์กลางเมืองแห่งใหม่ ศูนย์กลางด้านต่าง ๆ เหล่านี้แตกต่างจากเมืองเก่าต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเพียงเมืองที่ใช้เป็นฐานอำนาจของขุนนางเท่านั้น สกุลเงินที่ใช้กันทั่วประเทศและได้มาตรฐานในระหว่างยุคราชวงศ์ฉิน (ปี 221 – 206 ก่อนคริสตกาล) ช่วยอำนวยความสะดวกให้เส้นทางการค้าที่มีระยะทางอันยาวไกลเชื่อมโยงระหว่างเมืองต่าง ๆเมืองในยุคราชวงศ์ฮั่นหลายเมืองขยายใหญ่ขึ้น เมืองหลวงฉางอานของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 250,000 คน ในขณะที่เมืองหลวงลั่วหยางของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 500,000 คนจากบันทึกการสำรวจสำมะโนประชากรผู้เสียภาษีในปี ค.ศ. 2 ประชากรของจักรวรรดิฮั่นมีจำนวน 57.6 ล้านคนใน 12,366,470 ครัวเรือนสามัญชนส่วนใหญ่ผู้ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองอาศัยอยู่ในส่วนที่มีขยายของเมืองและชานเมืองที่ขยายออกไปนอกกำแพงเมืองและเรือนเฝ้าประตูพื้นที่ในเมืองฉางอานทั้งหมดของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก รวมถึงส่วนขยายออกนอกกำแพงเมืองอยู่ที่ 36 ตารางกิโลเมตร (14 ตารางไมล์) พื้นที่ในเมืองลั่วหยางทั้งหมดของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก รวมถึงส่วนขยายออกนอกกำแพงเมืองอยู่ที่ 24.5 ตารางกิโลเมตร (9.5 ตารางไมล์) ทั้งเมืองฉางอานและเมืองลั่วหยางมีตลาดที่โดดเด่นอยู่ 2 แห่ง ตลาดแต่ละแห่งมีสำนักงานของรัฐบาลสูงสองชั้น แบ่งเขตโดยปักธงและตั้งกลองไว้ข้างบนสุดเจ้าหน้าที่ของตลาดมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เก็บภาษีการค้า ตั้งราคาสินค้าให้เป็นมาตรฐานทุกเดือนและบังคับใช้สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพ่อค้าและลูกค้า

การเปลี่ยนแปลงในเงินตรา

ในระหว่างช่วงต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันตก โรงผลิตเหรียญของรัฐบาลแบบปิดของจักรพรรดิฮั่นเกาจู่

ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น (ปี 202 – 195 ก่อนคริสตกาล) สนับสนุนสกุลเงินเหรียญที่ผลิตโดยภาคเอกชนจักรพรรดินีฮั่นเกา พระพันปีหลวง ทรงยกเลิกการผลิตเหรียญจากภาคเอกชนในปี 186 ก่อนคริสตกาล พระองค์ออกใช้เหรียญสำริดของรัฐบาลมีน้ำหนัก 5.7 กรัม (0.20 ออนซ์) เป็นอันดับแรก แต่ออกใช้เหรียญชนิดอื่นมีน้ำหนัก 1.5 กรัม (0.053 ออนซ์) ในปี 182 ก่อนคริสตกาล การเปลี่ยนไปใช้เหรียญที่มีน้ำหนักเบากว่าทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างแพร่หลาย ดังนั้น ในปี 175 ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิฮั่นเหวิน (ปี 180 – 157 ก่อนคริสตกาล) ทรงยกเลิกการห้ามภาคเอกชนผลิตเหรียญ ภาคเอกชนถูกร้องขอให้กลับมาผลิตเหรียญซึ่งมีน้ำหนักแม่นยำที่ 2.6 กรัม (0.092 ออนซ์)การผลิตเหรียญถูกยกเลิกอีกครั้งในปี 144 ก่อนคริสตกาล ระหว่างสิ้นสุดรัชสมัยจักรพรรดิฮั่นจิง (ครองราชย์ปี 157 – 141 ก่อนคริสตกาล) ถึงแม้ว่าสิ่งนี้ เหรียญสำริดที่มีน้ำหนัก 2.6 กรัม (0.092 ออนซ์) ออกใช้โดยทั้งรัฐบาลปกครองส่วนกลางและรัฐบาลปกครองส่วนท้องถิ่นจนกระทั่งปี 120 ก่อนคริสตกาล เมื่อเป็นเวลา 1 ปีจึงถูกแทนที่ด้วยเหรียญที่มีน้ำหนัก 1.9 กรัม (0.067 ออนซ์)เงินรูปแบบอื่นถูกแนะนำตลอดเวลานี้ บันทึกเงินที่มีค่าไม่เต็มตัว (Token money) ทำจากหนังกลับสีขาวปักกับมูลค่าที่ตราไว้จำนวน 400,000 เหรียญถูกใช้เพื่อเก็บรายได้รัฐบาลจักรพรรดิฮั่นอู่ได้แนะนำเหรียญโลหะผสมดีบุกเงิน 3 ชนิด มูลค่า 3,000 500 และ 300 เหรียญสำริดตามลำดับเช่นเดียวกัน เหรียญทั้งหมดเหล่านี้มีน้ำหนักน้อยกว่า 120 กรัม (4.2 ออนซ์)

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99

1.ม.ค.202ปีก่อนคริสตกาล(วันที่ประมาณการ)