Skip to content
Home » News » เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

  • เยอรมนีโจมตีโปแลนด์ เมื่อ 1 กันยายน 1939
  • วันที่ 3 กันยายน 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนี

เยอรมนีทำการลบแบบสายฟ้าแลบ ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว ได้ดินแดนโปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และฝรั่งเศส โจมตีอังกฤษ รัสเซีย ทางอากาศ ซึ่งเป็นสงครามทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สงครามในระยะแรกสัมพันธมิตรแพ้ทุกสนามรบ

อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศเข้าร่วมสงคราม ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย(จีน)ในปี ค.ศ.1931 และเสนอแผนการที่จะสถาปนา “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่ อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 สหรัฐจึงเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเปิดสงครามในตะวันออกเฉียงใต้หรือเรียกว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา”

เมื่อเริ่มสงคราม สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง แต่เมื่อญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ฝ่ายพันธมิตรมีชัยชนะ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945

ในระยะแรกของสงครามฝ่ายอักษะได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากวัน D-Day (Decision – Day) ซึ่งเป็นวันที่สัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่มอร์มังดี (Nomandy)ประเทศฝรั่งเศสด้วยกำลังพลนับล้านคน เครื่องบินรบ 11,000 เครื่อง เรือรบ 4,000 ลำ วิถีของสงครามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนด้านกลายเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบ

การรบในแปซิฟิก ญี่ปุ่นเป็นคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกา สงครามก็ยุติลงอย่างเป็นรูปธรรมด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรโดยการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกชื่อลิตเติลบอย ที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และลูกที่ 2 ชื่อแฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 และวันที่ 14 สิงหาคม 1945 ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ เมื่อญี่ปุ่นเซ็นต์สัญญาสงบศึกกับสหรัฐอเมริกาบนเรือรบมิสซูรี ในวันที่ 14 สิงหาคม 1945

เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess7/m1/215/lesson6/more/page07.php

เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

การบุกครองโปแลนด์ของสหภาพโซเวียต เป็นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเริ่มขึ้นโดยปราศจากการประกาศสงคราม เมื่อวันที่ 17 กันยายนค.ศ. 1939 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สิบหกวันหลังจากการเริ่มต้นบุกครองโปแลนด์โดยนาซีเยอรมนี การบุกครองดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของกองทัพแดง เมื่อต้นปี ค.ศ. 1939 สหภาพโซเวียตพยายามที่จะสร้างพันธมิตรต่อต้านนาซีเยอรมนี

โดยเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสหราชอาณาจักรฝรั่งเศสโปแลนด์ และโรมาเนีย แต่ประสบกับอุปสรรคหลายประการ รวมถึงการปฏิเสธที่จะยอมให้มีการเคลื่อนกำลังกองทัพโซเวียตผ่านดินแดนของประเทศเหล่านั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงร่วมกันเมื่อการเจรจากับประเทศเหล่านี้ประสบความล้มเหลว สหภาพโซเวียตจึงเปลี่ยนสถานะต่อต้านเยอรมนีของตน และเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1939 ได้มีการร่วมลงนามในสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพกับนาซีเยอรมนี

ซึ่งนำไปสู่การบุกครองโปแลนด์ ทั้งโดยนาซีเยอรมนีและโดยสหภาพโซเวียต รัฐบาลโซเวียตประกาศว่า การกระทำของตนเป็นการปกป้องชาวยูเครนและชาวเบลารุส ซึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันออกของโปแลนด์ เนื่องจากรัฐโปแลนด์ได้ล่มสลายลงในการเผชิญหน้ากับการโจมตีจากเยอรมนี และไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตนได้

กองทัพแดงได้บรรลุเป้าหมายของตนได้อย่างรวดเร็ว และมีกำลังพลเหนือกว่าการต้านทานของฝ่ายโปแลนด์อย่างมาก ทหารโปแลนด์กว่า 230,000 นายหรือกว่านั้น ถูกจับเป็นเชลยศึกรัฐบาลโซเวียตได้ผนวกเอาดินแดนที่ได้รับมาใหม่ภายใต้การปกครองของตน และในเดือนพฤศจิกายน

ได้ประกาศว่าพลเมืองชาวโปแลนด์ 13.5 ล้านคน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตยึดครองดังกล่าว กลายเป็นพลเมืองโซเวียตแล้ว รัฐบาลโซเวียตได้ปราบปรามการต่อต้านโดยการประหารและจับกุมประชาชนนับพัน และได้ส่งพลเมืองจำนวนมากไปยังไซบีเรีย หรือส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลของสหภาพโซเวียต ระหว่างการเนรเทศครั้งใหญ่สี่ครั้ง ระหว่างปี ค.ศ. 1939 ถึง 1941

การบุกครองของโซเวียต ซึ่งโปลิตบูโร เรียกว่าเป็น “การทัพเพื่อการปลดปล่อย” นำมาซึ่งการต่อต้านจากชาวโปลนับล้าน ชาวยูเครนตะวันตก และชาวบาเลรุสเซียน นำไปสู่สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน และสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ระหว่างการคงอยู่ของสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ การบุกครองดังกล่าวถือเป็นข้อห้ามกล่าวถึง และเกือบจะถูกลบไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของ “มิตรภาพนิรันดร” ระหว่างสมาชิกของค่ายตะวันออก

การรบครั้งสำคัญ ๆ ในเอเชียแปซิฟิก

  • กองทัพจากกวางตุ้งของญี่ปุ่น 10,000 คน เข้ายึดครองสิทธิเหนือดินแดน แมนจูเรียใกล้เมืองมุกเดน ใน ค.ศ. 1931 อีก 2 ปีต่อมา ทหารญี่ปุ่นกว่า 100,000 คนเข้ามาเสริมกำลังในแมนจูเรียของจีนมากขึ้น
  • พลเรือเอกเชสเตอร์ นิมมิซ ได้นำกองกำลังเข้าตีเกาะกัวดาคานัลอย่างดุเดือด และปฏิบัติการรบที่มีชื่อว่า คาร์ตเวลล์ (Operation Cartwhell) ทำให้สามารถยึดเกาะโซโลมอนได้ ในขณะที่นายพลดักลาส แมกอาเธอร์ ที่ถูกญี่ปุ่นขับออกจาก ฟิลิปปินส์ได้ยกกองกำลังมาสกัดญี่ปุ่นที่เกาะนิวกีนีตามแผนปฏิบัติการคาร์ตเวลล์ ทำให้สัมพันธมิตรสามารถยึดฐานทัพญี่ปุ่นที่เมืองราโบลได้

    ดักลาส แมกอาร์เทอร์ (Douglas MacArthur) เป็นจอมพลแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกไกล เขาบัญชาการกองกำลังสหรัฐในฟิลิปปินส์ก่อนที่จะย้ายไปบัญชาการกองกำลังที่ออสเตรเลีย
  • การรบที่อ่าวเลเต ที่ซึ่งทหารญี่ปุ่นพลีชีพเพื่อชาติถึง 50,000 คน ฝ่ายทหารอเมริกันเสียชีวิตเพียง 3,504 คน การรบทางเรือที่อ่าวเลเตนั้น ถือว่าเป็นการรบที่สำคัญมากที่สุด ญี่ปุ่นต้องสูญเสียเรือพิฆาตถึง 4 ลำ ทหารญี่ปุ่นเริ่มปฏิบัติการคามิกาเซะ (Kamikaze) ที่นักบินยอมสละชีวิตนำเรือบินที่บรรทุกระเบิดเข้าชนเรือของฝ่ายสัมพันธมิตร
  • แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ประธานาธิบดีคนที่ 33 ของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1945 ถึง 1951 อนุมัติให้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำในแผนการมาร์แชลเพื่อฟื้นฟูทวีปยุโรปหลังสงคราม และเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหประชาชาติ

    การทิ้งระเบิดปรมณูของสหรัฐอเมริกา ที่เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 และวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ที่เมืองนางาซากิ ทำให้คนญี่ปุ่นเสียชีวิตทันทีถึง 100,000 คน และทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมจำนน สัมพันธมิตรได้ตั้งข้อหาทหารญี่ปุ่นจำนวน 5,000 คน เป็นอาชญากรสงครามปรากฏว่าทหารญี่ปุ่นจำนวน 900 คน ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาทารุณ โหดร้ายและคุมขังเชลยศึก

ชารล์ส ดับบลิว. นิมิทซ์ (Charles W. Nimitz) เป็นพลเรือเอกบัญชาการกองเรือแปซิฟิกแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาและฝ่ายสัมพันธมิตร

https://www.baanjomyut.com/library_2/world_war_2/08.html