Skip to content
Home » News » เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 กบฏยังเติร์ก

เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 กบฏยังเติร์ก

เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 กบฏยังเติร์ก
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000040057

เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 กบฏยังเติร์ก ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี มีความพยายามยึดอำนาจชัดเจน 2 ครั้ง พยายามลอบสังหารอีกหลายครั้ง แต่ พล.อ.เปรม ก็ผ่านสถานการณ์คับขันมาได้ ความพยายามยึดอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดคือ กบฏยังเติร์ก หรือที่เรียกกันว่า เมษาฮาวาย 

คืนวันที่ 31 มี.ค.2524 เวลา 20.00 น. กลุ่มทหารยังเติร์ก หรือกลุ่มทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 7 นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร กับ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร นำกำลังทหารพร้อมอาวุธ ปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ ยื่นคำขาดกับ พล.อ.เปรม ว่าจะปฏิวัติ

ในหนังสือรัฐบุรุษชื่อเปรม ที่คณะผู้จัดทำคือนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม บันทึกบทสนทนาระหว่างทหารกลุ่มยังเติร์กกับ พล.อ.เปรม ไว้ว่า

“มนูญกับประจักษ์ มากันสองคน ก็ถามเขาว่าจะปฏิวัติทำไม เขาบอกว่าผมทำเพื่อป๋า และขอเชิญป๋าเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ผมก็บอกว่า ผมไม่ปฏิวัติหรอก ผมปฏิวัติไม่ได้ และไม่ต้องการปฏิวัติด้วย ขอให้เลิกคิด เลิกทำเสียหรือไม่งั้นก็ยิงผมให้ตายแล้วก็ปฏิวัติไป” พล.อ.เปรม กล่าว

การต่อรองระหว่างกลุ่มยังเติร์กกับ พล.อ.เปรม ในบ้านสี่เสาเทเวศร์ เรื่อยไปจนถึงกลางดึกในคืนวันที่ 31 มี.ค. แต่จู่ ๆ ผู้ก่อการที่ควบคุมตัว พล.อ.เปรม ไว้ ก็ปล่อยให้ พล.อ.เปรม ออกจากบ้านสี่เสาเทเวศน์ ไปที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

“ตอนที่ป๋าลงมาจากข้างบน พี่จักษ์ (พ.อ.ประจักษ์) ยังพูดโทรศัพท์ข้างบน ไม่ได้ลงมาด้วย พวกนั้นคงนึกว่าป๋ายอมแล้ว เลยไม่มีใครขวาง วิ่งมาถึงสี่แยกไทยเจริญ เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าหอประชุมกองทัพบก เลี้ยวขวาที่สี่แยกการเรือน เลี้ยวขวามาทางพระที่นั่งวิมานเมฆ ป๋าก็เข้าวังสวนจิตร” นายทหารรักษาความปลอดภัยเล่าในหนังสือรัฐบุรุษชื่อเปรม

ในหนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบว่า ปลายสายที่ พ.อ.ประจักษ์ พูดด้วยนั้นคือใคร และทำไมผู้ก่อการจึงปล่อย พล.อ.เปรม ออกมา

คืนนั้น พล.อ.เปรม เดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาทิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับอยู่ที่นั่น

ปฏิบัติการต่อต้านคณะปฏิวัติจึงเริ่มต้นขึ้นที่ค่ายสุรนารี บุคคลสำคัญคือ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ ยศในขณะนั้น เริ่มใช้ปฏิบัติการจิตวิทยา ออกแถลงการณ์ตอบโต้คณะปฏิวัติ สั่งพิมพ์ใบปลิวที่จังหวัดนครราชสีมา แล้วใช้เครื่องบินเข้ามาโปรยในกรุงเทพฯ วันที่ 1 เม.ย.

กรุงเทพฯ เวลานั้น มีกองกำลังฝ่ายปฏิวัติประมาณ 40 กองพันควบคุมสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ ถือเป็นการรวมกำลังพลเพื่อยึดอำนาจมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 ๐๒.๐๐ น.ของวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ ขณะที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบก ได้เกิดรัฐประหารขึ้น ผู้ลงมือโค่น “ป๋า” ก็ล้วนแต่เป็นลูกน้องคนสนิท หรือ “ลูกป๋า” เองทั้งนั้น โดยมี พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก ถูกยกให้เป็นหัวหน้าคณะ

แต่กลุ่มผู้ลงมือปฏิบัติการก็คือ “ขบวนการยังเติร์ก” กลุ่มนายทหารหนุ่มที่มีบทบาทสำคัญในกองทัพ อาทิเช่น พ.อ.มนูญ รูปขจร พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ทั้งยังมี พล.ท.วศิน อิศรางกูร ณ อยุธยา แม่ทัพภาคที่ ๑ ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังสำคัญที่คุมกรุงเทพฯ เป็นฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลทหารมาทุกยุค เข้าร่วมก่อการด้วย

หัวหน้าคณะปฏิวัติคุยอย่างมั่นใจว่ามีกำลังมากกว่าฝ่าย พล.อ.เปรมถึง ๒๐ เท่า แต่ไม่ถึง ๓ วันก็แพ้ราบคาบ แกนนำสำคัญ ๓ คนถูกทหารฝ่ายรัฐบาลจี้จับได้ดื้อๆ ขณะออกตรวจแนวทหารของตัวเอง แต่เผลอไปตรวจทหารฝ่ายรัฐบาลเข้า หัวหน้าคณะบุกโคลนย่ำเท้าเข้าพม่า “ป๋า” ถอยไปตั้งหลักที่โคราช และกลับมายึดกรุงเทพฯได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ก็เพราะมีเชิงเหนือกว่าฝ่ายกบฏ ๒๐ เท่านั่นเอง

ทหารของฝ่ายปฏิวัติได้เคลื่อนกำลังออกคุมจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ๒ นาฬิกาเป็นต้นมา โดยตั้งกองบัญชาการที่หอประชุมกองทัพบก ออกประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า การปฏิวัติครั้งนี้มี พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะ พลโทวศิน อิศรางกูร ณ อยุธยา

แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๑ พลเรือเอกสมุทร สหนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองหัวหน้าคณะ และพันเอกมนูญ รูปขจร ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ ๔ รักษาพระองค์เป็นเลขาธิการคณะปฏิวัติ ทั้งยังออกคำสั่งปลดพลเอกเปรมจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเป็นนายทหารนอกราชการ

ตามธรรมเนียมของการยึดอำนาจแบบนี้ จะต้องยึดกระบอกเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด หลังจากที่ได้นำทหารยึดสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสั่งให้สถานีวิทยุทุกแห่งถ่ายทอดเสียงจากสถานีแห่งนี้แล้ว พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร และ พ.อ.สาคร กิจวิริยะ แกนนำคนสำคัญของคณะปฏิวัติก็นำกำลังไปยึดสถานีโทรทัศน์ต่อไป

เหตุการณ์ 1 เมษา 2524 ยึดสถานีโทรทัศน์

เมื่อทหารของคณะปฏิวัติไปถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท.ในเวลา ๐๕.๓๐ น. นายพฤทธิ์ อุปถัมภ์พานนท์ โฆษกคนดังกำลังเตรียมจะอ่านข่าวภาคเช้า นายทหารคณะปฏิวัติได้ยื่นแถลงการณ์ให้นำไปอ่านออกอากาศ นายพฤทธิ์ยังไม่ทราบข่าวการยึดอำนาจเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

จึงว่าจะขอนำไปปรึกษานายประมุท สูตะบุตร ผู้อำนวยการเสียก่อน ทันใดปืน ๑๑ มม. ประจำตัวนายทหารปฏิวัติก็ถูกกระชากขึ้นมาจากเอว ตบไปที่ใบหน้าของโฆษกคนดังอย่างแรง ฟันร่วงไป ๓ ซี่ เลือดกลบปากและสลบคาที่ เพื่อนๆรีบนำส่งโรงพยาบาล ข่าวภาคเช้าของ ช่อง ๙ วันนั้นจึงเป็นแถลงการณ์และคำสั่งของคณะปฏิวัติ

ในเวลา ๑๐.๐๐ น.ของวันที่ ๑ เมษายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ซึ่งมีหมายกำหนดการวันประสูติ ๒ เมษายน และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานโดยรถพระที่นั่ง มุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา มีรายงานข่าวว่า ในขบวนเสด็จนี้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ได้ร่วมขบวนเสด็จไปด้วย ตลอดเส้นทางมีเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศบินถวายการอารักขาจนถึงโคราช

เวลา ๑๓.๓๐ น. ขบวนเสด็จถึงค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ ๒ พลเอกเปรมได้ทูลเชิญประทับที่สโมสรรื่นเริงชัย นำพลโทลักษณ์ ศาลิคุปต์ แม่ทัพภาคที่ ๒ พลตรีอาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ ๒ พลตรีพักตร์ มีนะกนิษฐ์ รองแม่ทัพภาคที่ ๒ พลตรีสุวรรณ รัตนเสวี ผบ.พล ๓ เข้าเฝ้า และอัญเชิญทุกพระองค์เสด็จเสวยพระกระยาหารที่บ้านพักหน้า บก.ช่วยรบ ๒ ถนนสืบศิริ

๑๕.๐๐ น.พลตรีอาทิตย์ กำลังเอกได้ให้นายเลิศ หงส์ภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในจังหวัดและเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยมาพบที่บ้านพัก เพื่อให้พลเอกเปรมแถลงข่าว นักข่าวพากันตื่นเต้นไปตามกันเมื่อเหลือบไปเห็นสมเด็จพระเทพฯ ประทับปฏิสันถารกับคณะผู้ตามเสด็จอยู่อีกห้อง

พลเอกเปรมซึ่งใช้เชิงหลบกลุ่มยังเติร์กออกจากบ้านสี่เสามาได้ เล่าความเป็นมาให้ประชาชนที่กำลังงงงันทราบข่าวจากทางด้านรัฐบาลเป็นครั้งแรก ตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกาคืนวันที่ ๓๑ มีนาคมศกนี้ ได้มีกลุ่มนายทหารระดับผู้บังคับการกรมมาพบผมและชักจูงให้ผมทำการปฏิวัติ โดยอ้างเหตุผลในเรื่องความเสื่อมโทรมของสังคม ตลอดจนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน กลุ่มนายทหารเหล่านั้นได้กล่าวถึงการใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการเพื่อแก้ปัญหาทั้งปวง

ตัวผมเองได้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆดังกล่าวแล้วเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้ว่ามีการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และทุ่มเททรัพยากรของชาติทั้งสิ้นเพื่อการนี้อย่างที่สุด อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยในแนวทางแก้ไขของนายทหารกลุ่มนี้ ซึ่งมีรูปแบบไม่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของชาติ

และขัดกับความประสงค์ของประชาชนคนไทยเป็นส่วนรวม ผมได้ชี้แจงขอร้องเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่คณะนายทหารกลุ่มนี้ไม่ยอมรับฟัง เมื่อประมาณ ๐๒.๐๐ น.ของวันที่ ๑ เมษายน กลุ่มทหารดังกล่าวจึงได้เข้าทำการยึดอำนาจภายใต้ชื่อคณะปฏิวัติ โดยมีผู้อ้างเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติตามที่ท่านได้ทราบกันอยู่แล้ว

กลุ่มชนผู้ไม่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติและราชบัลลังก์ดังกล่าว ยังได้บังอาจสั่งการที่ผิดกฎหมาย โดยแอบอ้างว่าผมลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกแล้ว นอกจากนั้นยังได้แอบอ้างชื่อท่านผู้บัญชาการทหารเรือและผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ

ทั้งๆที่ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารอากาศไปราชการอยู่ต่างประเทศ สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดได้แก่การขัดขืนพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน การปราศจากซึ่งความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ดังกล่าว ขัดแย้งกับคำประกาศของตนอย่างน่าละอาย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงจำเป็นต้องกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาประทับยังที่ปลอดภัย พร้อมด้วยทูลกระหม่อมทุกพระองค์ เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชนทั้งชาติ”

ค่ำวันนั้น แม่ทัพภาคที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็พร้อมหน้าอยู่ที่กองบัญชาการของพลเอกเปรมในค่ายสุรนารี ขาดแต่แม่ทัพภาคที่ ๑ ซึ่งไปรับตำแหน่งรองหัวหน้าคณะปฏิวัติ หลังจากนั้นสถานีวิทยุในเขตภาคอีสานและภาคใต้ก็ออกคำปราศรัยของพลเอกเปรม แม่ทัพภาคที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรเขต ๒ และพลตรีอาทิตย์ รองแม่ทัพภาค ๒ ทุก ๑๐ นาที 

ที่สำคัญ ยังได้นำพระราชปรารภของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถออกอากาศด้วย ดังมีสาระสำคัญว่า

“ทหารของชาติมีหน้าที่หลักคือการป้องกันรักษาประเทศชาติ ให้พ้นจากการรุกรานของศัตรูจากนอกประเทศ และมีหน้าที่ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งกำลังคุกคามและบ่อนทำลายความสงบสุขของประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ หน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของทหารก็คือ การรักษาความปลอดภัย การนำความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนทั้งหลาย และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการถวายความปลอดภัยต่อองค์พระประมุขของชาติ 

ในปัจจุบัน ขณะที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสงบ และกำลังจะเข้ารูปเข้ารอยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่นั้น ก็ได้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างว่าเป็นคณะปฏิวัติ ทำการยึดอำนาจและแถลงข่าวว่าจะนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองนั้น 

ความจริงคณะปฏิวัติเป็นเพียงบุคคลกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว และได้ทำการด้วยวิธีการของเผด็จการ ซึ่งวิธีการเช่นนี้แทนที่จะทำให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมือง กลับจะนำมาซึ่งความสับสนลังเล และอาจเปิดช่องทางให้ศัตรูหรือผู้ไม่หวังดีต่อชาติไทยของเราถือโอกาสเข้าแทรกแซงได้ ดังนั้นจึงใคร่ขอย้ำเตือนพี่น้องประชาชนทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อคำพูดและคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นอันขาด ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายจงฟังคำสั่งของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกซึ่งจะได้สั่งการให้ทราบเป็นขั้นๆ ต่อไป”

มาถึงขั้นนี้ก็คงรู้กันแล้วว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ใครจะเป็นฝ่ายชนะ คณะปฏิวัติก็คงรู้ตัวแล้วว่าไม่มีทางจะเอาชนะพลเอกเปรมได้เพราะอะไร แต่กระนั้นพลเอกสัณห์ก็ได้ออกแถลงทางโทรทัศน์และวิทยุ พรั่งพร้อมด้วยนายทหารระดับผู้บังคับกองพันถึง ๔๒ คน เพื่อแสดงขุมกำลังฝ่ายตน

และว่าคณะปฏิวัติจะเข้ากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆในกรุงเทพฯโดยเร็วที่สุด พลเอกสัณห์แถลงตอนหนึ่งว่า

“คณะปฏิวัติมีความเชื่อมั่นว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์และพลตรีอาทิตย์ กำลังเอก คงจะไม่ผูกขาดความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้ความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจของคณะปฏิวัติได้มีโอกาสเปิดเผยแก่ประชาชนชาวไทยได้ทราบ

คณะปฏิวัติขอยืนยันเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ในการที่จะเข้าเฝ้าและกราบบังคมทูลความจริงทั้งหมด แม้ว่าจะถูกฝ่ายพลเอกเปรม ติณสูลานนท์จับกุม ควบคุมหรือสังหาร ทุกชีวิตของคณะปฏิวัติพร้อมที่จะโถมทับเพื่อแลกกับความจริงมาตีแผ่สู่สายตาประชาชนว่า อะไรถูกอะไรผิด ขอให้ทุกท่านให้ความไว้วางใจแก่คณะปฏิวัติ”

ต่างฝ่ายต่างใช้สถานีวิทยุแถลงการณ์เข้าใส่กัน ต่างคนต่างปลดฝ่ายตรงข้ามออกจากราชการ ประชาชนคนฟังก็งงไปไม่รู้ว่าใครคือผู้กุมอำนาจบ้านเมืองขณะนั้นกันแน่ จึงต้องอดตาหลับขับตานอนคอยนับสถานีวิทยุของแต่ละฝ่ายกันทั้งคืน ว่าฝ่ายไหนจะมีสถานีวิทยุมากกว่า ทั้งๆที่พอจะเดาผลกันได้แล้ว แต่ก็อยากรู้ว่าเมื่อใดสถานีวิทยุฝ่ายปฏิวัติจะเหลือศูนย์ เพราะหมายถึงรัฐบาลยึดอำนาจกลับคืนได้โดยเด็ดขาด เหตุการณ์จะได้กลับคืนสู่ความเป็นปกติ

แต่ละชั่วโมงที่ผ่านไป ปรากฏว่าสถานีวิทยุของฝ่ายปฏิวัติหายไปทีละสถานีสองสถานี บางสถานีก็หยุดออกแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติกลางคัน หันไปอออกแถลงการณ์ของฝ่ายรัฐบาลทันทีทันใด ซึ่งการปฏิวัติครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กองสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้อย่างหนึ่ง

คือ งวดวันที่ ๑ เมษายนซึ่งจะต้องออกในเวลา ๑๓.๐๐ น.ที่ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนิน ไม่สามารถจะออกได้เพราะถูกคณะปฏิวัติยึดไป แม้จะย้ายมาออกที่ชั้นล่างของตึกใหม่กองสลาก แต่ก็ไม่มีสถานีวิทยุจะใช้ประกาศผล กองสลากต้องอัดเทปไว้ออกอากาศในวันหลัง แต่ก็ได้พิมพ์ผลการออกสลากแจกจ่ายไปให้ประชาชนทั่วประเทศถึง ๔ หมื่นชุด

นอกจากยึดสถานีวิทยุเป็นกระบอกเสียงแล้ว ทั้งฝ่ายปฏิวัติและฝ่ายรัฐบาลต่างประกาศเรียกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ นายธนาคาร และผู้นำแรงงานเข้ารายงานตัวที่กองบัญชาการ เพื่อแสดงพลังของฝ่ายตนว่ามีคนสนับสนุนมากกว่า ทำเอาหลายคนยืนเซ่อไม่รู้จะไปทางไหน

แต่เมื่อรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ประทับอยู่ที่โคราชแล้ว ทุกคนจึงมุ่งไปที่โคราชโดยไม่ลังเล บางคนอย่าง พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น อธิบดีกรมตำรวจ ไปนั่งแถลงร่วมกับคณะปฏิวัติเสร็จ ก็หาทางลี้หนีไปรายงานตัวที่โคราช

นายธนาคารบางคนก็แสดงบทบาทเป็นคนขับรถ ให้ลูกน้องที่หน้าตาท่าทางเป็นเสี่ยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่เบาะหลังรถเบนซ์ วางท่าเป็นนักธุรกิจต่างจังหวัดจะกลับบ้าน ช่วยให้ผ่านด่านที่คณะปฏิวัติตั้งสกัดออกไปถึงโคราชได้