Skip to content
Home » News » เหมา เจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน

เหมา เจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน

เหมา เจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน การมีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่มีกลุ่มคนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการในระบอบคอมมิวนิสต์

ภายหลังจากที่ประธานเหมาปฎิวัติจีนแดงได้สำเร็จในปี ค.ศ.1949 อำนาจของเขาก็เสื่อมถอยลง ส่งผลให้เกิดกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ เหมา  เจ๋อตุง จึงเดินหน้าล้มล้างคนหัวเก่าที่อาจจะลุกขึ้นมาขัดขวางการเปลี่ยนแปลงประเทศซึ่งเป็นอุดมการณ์ของเขามาตลอด ในรูปแบบของการปฏิวัติวัฒนธรรม 

ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อ “โค่นล้มพวกลัทธิทุนนิยม และวิพากษ์ศิลปวัฒนธรรมที่แบ่งแยกชนชั้น” โดยเน้นการล้มล้าง “4 เก่า” ที่จัดว่าเป็นความโบราณคร่ำครึ ได้แก่ ประเพณีเก่าๆ วัฒนธรรมเก่า ๆ พฤติกรรมหรือนิสัยเก่าๆ  และแนวคิดหรือสันดานเก่า ๆ ซึ่งคนที่จะทำหน้าที่ลบภาพลักษณ์เก่าของจีนโบราณได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ถูกจุดเชื้อไฟแห่งการเป็นนักปฏิวัติรุ่นเยาว์ให้ลุกโชติช่วง

เหมา เจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน
https://www.sanskritbook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99/

เหมา เจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1966 เหมาเผยแพร่ความคิดออกไปว่าชนชั้น “กระฎุมพี” (ชนชั้นกลาง พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย) เริ่มแทรกซึมเข้ามาสั่นคลอนลัทธิคอมมิวนิสต์ในรูปแบบของ “ลัทธิแก้” (ผู้ให้กำเนิดลัทธิแก้ หรือ Revisionist คือ Eduard Bernstein เขาเชื่อในสังคมนิยมประชาธิปไตย และเสนอแนวทางการปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ) ซึ่งต้องการฟื้นฟูระบบทุนนิยมที่ถูกมองว่าเป็นปีศาจร้ายในยุคนั้น กลุ่มเยาวชนในสถานศึกษาต่าง ๆ ตอบสนองต่อการเรียกร้องของท่านประธานเหมา โดยตั้งกลุ่ม “หงเว่ยปิง” หรือ “กองทัพพิทักษ์แดง” (Red Guards) ขึ้นทั่วประเทศเพื่อขจัดกลุ่มที่มีความคิดแตกต่างจากลัทธิเหมาให้สิ้นซาก

ในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.1966 กองทัพพิทักษ์แดงทยอยเดินทางมายังจัตุรัสเทียนอันเหมินแบบมืดฟ้ามัวดินกว่าสิบล้านคนเพื่อพบกับ “ท่านประธานเหมา” จากนั้นก็มีการกระจายกำลังออกไปทั่วสารทิศ เพื่อไปติดใบปลิว โปสเตอร์ ป้ายคำขวัญ ตั้งเวทีอภิปราย ทุบทำลายโครงกระดูกโบราณ หลุมฝังศพ ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ วัด ศาลเจ้า พระราชวัง พระพุทธรูป ฯลฯ และในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1966 ประธานเหมาประกาศห้ามตำรวจขัดขวางขบวนการเคลื่อนไหวปฏิวัติของนิสิต นักศึกษา และอ้างถึงพลังบริสุทธิ์ของวัยหนุ่มสาว ซึ่งการประกาศครั้งนี้ยิ่งทำให้กลุ่มกองทัพพิทักษ์แดงฮึกเหิมและทวีความบ้าคลั่งมากขึ้นไปอีก

หนังสือปกแดง

นอกจากยูนิฟอร์มเขียวที่มีหมวกรูปดาวแดง ผ้าพันคอและปลอกแขนที่ยืนยันตัวตนของกองทัพพิทักษ์แดงแล้ว เยาวชนทุกคนต้องพกพาหนังสือปกแดงอันเปรียบได้กับไบเบิลของลัทธิเหมา ซึ่งกองทัพพิทักษ์แดงต้องอ่านและท่องจำให้ขึ้นใจ จากเยาวชนจีนที่เคยเชื่อฟังพ่อแม่ ว่านอนสอนง่าย กลายเป็นวัยรุ่นยุวชนแดง ที่กล้าเอาพ่อแม่ของตนเองมาประจานในที่สาธารณะ ทำร้ายครูจนเสียชีวิต ความเคลื่อนไหวของกองทัพพิทักษ์แดงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมได้ถูกกล่าวไว้ในหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือหนังสือเรื่อง “Bend not Break ซึ่งสำนักพิมพ์สันสกฤตนำมาแปลเป็นไทยในชื่อว่า “ผิงฟูผู้ไม่ยอมแพ้” ซึ่งเป็นเรื่องจริงของเด็กหญิงที่เกิดมาในตระกูลพ่อค้าวาณิช ซึ่งชีวิตวัยเด็กต้องขมขื่นเพราะตกเป็นเหยื่อของการปฏิวัติวัฒนธรรม

“การปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้นแล้วและในครอบครัวฉันไม่มีใครเคยคาดคิดเลยว่า เหตุการณ์จะบานปลายยาวนานไปถึงสิบปี กลายเป็นช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ ชาวจีนกว่าสามสิบหกล้านคนถูกลงทัณฑ์ และอีกกว่าสามล้านคนถูกคร่าชีวิตหรือกลายเป็นคนพิกลพิการ ประธานเหมากำลังรวบรวมอำนาจในฐานะผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่เอียงซ้ายจัด ต่อต้านปัญญาชน ยกย่องกลุ่มกรรมาชีพ และได้รับการผนึกกำลังจากพวก หงเว่ยปิง – ยุวชนแดง หรือ กองทัพพิทักษ์แดง กองทัพคนหนุ่มสาว ที่หลายครั้งบ้าคลั่งจนเกินการควบคุม”

การหนุนหลังกระบวนการนักศึกษาขึ้นไปสู่การรณรงค์ระดับชาติ รวมไปถึงการเรียกร้องให้กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ชาวนาและเหล่าทหาร ช่วยกันบรรลุภารกิจแห่งการปฏิวัติจีนให้สำเร็จ ด้วยการกำจัดคนร่ำรวยที่โกงกินบ้านเมือง และเหล่าปัญญาชนที่ทรงอิทธิพล ส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดตัวลง หนึ่งในนั้นคือ “วิทยาลัยนาฏศิลป์ปักกิ่ง” (Beijing Dance Academy) ที่ทำหน้าที่ผลิตเยาวชนเพื่อสืบสานนาฏศิลป์จีน ซึ่งถูกกล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “A Girl Named Faithful Plum-จงเหมย” ซึ่งเล่าถึงการฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนให้กลับคืนมาอีกครั้งผ่านบัลเลต์จีนที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากบัลเลต์รัสเซีย

ถึงแม้การปฏิวัติวัฒนธรรมจะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่บาดแผลยังคงสด ช่องว่างระหว่างปัญญาชนกับเด็กหญิงจากชนบทยังคงคละคลุ้ง ทำให้คุณครูผู้สอนบัลเลต์รังเกียจเดียดฉัน ‘จงเหมย ถึงขนาดไม่ยอมสอนโดยไล่ให้เธอไปเกาะราวหลังห้องด้วยเหตุที่เธอเป็นเด็กหญิงบ้านนอกชนชั้นกรรมกร  แผลของชนชั้นถ่างกว้าง เกินกว่าจะเยียวยาในช่วงเวลาสั้นๆ

ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้คนในประเทศจีนถูกแบ่งออกเป็นสองพวก คือ พวกดำ (เฮยอู่เล่ย) และพวกแดง (หงอู่เล่ย) โดยใช้สัญลักษณ์เป็น “เลือดดำ” และ “เลือดแดง” เปรียบได้กับเลือดเสียและเลือดดี พวกเลือดดำ ได้แก่ เจ้าของที่ดิน ชาวนาที่ร่ำรวย พวกต่อต้านการปฏิวัติ อาชญากร และพวกเอียงขวา พวกฝักไฝ่ทุนนิยม สายลับ ปัญญาชน และใครก็ตามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิเหมา ส่วนพวก “เลือดแดง” 5 กลุ่ม ได้แก่ ชาวนายากจน ชนชั้นกรรมาชีพ ผู้อุทิศตนเพื่อต่อต้านทหารที่เป็นปฎิปักษ์ต่อการปฏิวัติ ผู้พลีชีพเพื่อการปฏิวัติ และพวกยุวชนแดง

หนังสือเรื่อง “ผิงฟูผู้ไม่ยอมแพ้” ได้บอกเล่าชะตากรรมของเด็กหญิงผิงฟูในวัยสิบขวบที่ถูกพรากจากอกพ่อแม่ต้องไปอยู่รวมกับพวกยุวชนแดง กิจกรรมในสถานกักกันทำให้เธอรู้ตัวว่าตนเองเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในสังคม

“พวกยุวชนแดงผลัดกันขึ้นไปยืนบนแท่นในสนาม เพื่อทำการสั่งสอนเรา พวกเขาบอกว่าเราเป็น “เด็กเลือดดำ” ไม่ควรค่าที่จะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ พวกเราเป็นไอ้พวกลูกคนรวยที่ได้รับการศึกษา ในวัฒนธรรมจีน สีดำมีความหมายในทางลบ เป็นสีแห่งความชั่วร้ายและความตาย…การถูกตราหน้าว่า “เลือดดำ” นั้นหมายความว่า เราเกิดมามีความผิดตัวเพราะอาชญากรรมที่พ่อแม่และบรรพบุรุษก่อไว้”

นอกจากเธอจะต้องถูกล้างสมองด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำไป ซ้ำมาในแต่ละวันแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับการกระทำอันป่าเถื่อนที่เด็กหญิงที่ในวัยสิบขวบยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการข่มขืนคืออะไร!!

ผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรม

ช่วงเวลาปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในประเทศจีน ส่วนคนที่ไม่อยากตายอย่างไร้ทางสู้ ก็เลือกที่จะหนีไปตายเอาดาบหน้าด้วยการอพยพไปสู่ในประเทศอื่นๆ แม้ว่าประธานเหมาจะประกาศให้การปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1969 ทว่าการกวาดล้างไล่ล่าศัตรูทางการเมืองและผู้ต่อต้านลัทธิเหมายังคงลากยาวไปถึงปี ค.ศ.1976 โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้คือ นางเจียงชิง ภรรยาคนที่ 4 ของท่านประธานเหมาร่วมกับพวกที่ชื่อว่า “แก๊งสี่คน”

นับตั้งแต่การปฏิวัติครั้งแรกในปี ค.ศ.1949 ที่เหมา  เจ๋อตุง นำพาพรรคคอมมิวนิสต์มีชัยเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมอีกครั้งในปี ค.ศ.1966-1976 ซึ่งเป็นเวลาที่ห่างกันถึง 17 ปี ในมุมมองของโรเดอริก  แมคฟาร์กูฮาร์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเจ้าของผลงานหนังสือเรื่อง “The Origin of the Cultural Revolution” ได้ให้สัมภาษณ์ต่ออินิเชียม มีเดีย สื่อออนไลน์ภาษาจีนในฮ่องกง ในวาระครบรอบ 50 ปีของการปฏิวัติวัฒนธรรมไว้ว่า

“เหมาไม่ได้ต้องการให้การปฏิวัติแบบการปฏิวัติทางวัฒนธรรมหรือการปฏิวัติแบบปี 1949 เกิดขึ้นมาตลอดเวลา แต่ในความเข้าใจของเขานั้น ระบบขุนนางข้าราชการของจีน ฝังรากลึกมากเข้าไปอยู่ในยีนส์ของคนจีน ดังนั้นหลังผ่านการปฏิวัติทางวัฒนธรรมไปอีกสักไม่กี่ปี ถ้าหากเขายังคงมีชีวิตอยู่ ก็จะเกิดความจำเป็นที่จะต้องทำการปฏิวัติกันอีกครั้ง เพราะระบบราชการของจีนนั้นทรงอำนาจเหลือเกิน มันจะเข้าครอบครองและดำเนินการต่างๆ ในวิถีทางที่ไม่ใช่การปฏิวัติ

จนถึงบัดนี้ผลพวงของการปฏิวัติวัฒนธรรมได้นำพาประเทศจีนมาสู่ครรลองของการพัฒนาอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าเหมา  เจ๋อตุงจะเป็นผู้ร้าย หรือเทพเจ้าในสายตาของชาวจีนและชาวโลก แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการปฏิวัติวัฒนธรรมก็คือ การกระทำอย่างสุดโต่งไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีเพียงด้านเดียว

https://www.sanskritbook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99/

1ม.ค.1949(วันที่ประมาณการ)