Skip to content
Home » News » แผนเศรษฐกิจทรัมป์

แผนเศรษฐกิจทรัมป์

แผนเศรษฐกิจทรัมป์
https://www.bbc.com/thai/international-45913631

แผนเศรษฐกิจทรัมป์ เว็บไซต์ของทำเนียบขาวปรับโฉม ภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ พร้อมกับประกาศนโยบายในหลายเรื่องที่ตรงข้ามกับของบารัค โอบามา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งแต่ตอนหาเสียงว่าจะ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 เขาก็เริ่ม “จัดการ” กับโครงการที่เป็นตำนานของ อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ทันทีตั้งแต่ การให้สหรัฐฯ ถออนตัวออกจาก ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) และระบบหลักประกันสุขภาพ เชื่อกันว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจอีกหลายประการ จะตามมาอย่างฉับไว

เขากล่าวข้อความนี้หลายรอบในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางสมัยในเดือน พ.ย. 2018 นี้ ซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องลงคะแนนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก รวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการในระดับท้องถิ่นและระดับรัฐ 

การประเมินหนึ่งที่ทำโดย วอชิงตัน โพสต์ ในช่วงต้นเดือน ก.ย. 2018 พบว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวข้อกล่าวอ้างนี้ หรือพูดในทำนองนี้ 40 ครั้งในช่วง 3 เดือนก่อนหน้านั้น

ข้อสรุปจากการตรวจสอบความจริงใช่ เศรษฐกิจดีกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีหลายช่วงในอดีตที่เคยมีเศรษฐกิจดีกว่าปัจจุบัน

และยังมีตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจบางอย่างที่ไม่ดีมากนัก เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าแรงที่แท้จริง

การเติบโตของจีดีพี หรือมูลค่าสินค้าและบริการในเศรษฐกิจ มีความแข็งแกร่ง

โดยจีดีพีต่อปี เพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.2% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 ถือว่าดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังน้อยกว่าระดับ 4.9% ที่ทำได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2014 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายช่วงเวลาในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 ที่การเติบโตของจีดีพีสูงกว่านี้

เมแกน แบล็ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ (London School of Economics) กล่าวว่า “ถ้าคุณเลือกพิจารณาสภาพเศรษฐกิจโดยดูจากจีดีพี ข้อกล่าวอ้างของนายทรัมป์ยังน่ากังขา เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจทั่วประเทศในสมัยหลังสงครามโลก” 

“ยุคหลังสงครามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การผลิต แต่ก็ยังรวมถึงด้านการเกษตร, การขนส่ง, การค้า, การเงิน, อสังหาริมทรัพย์, และการทำเหมืองแร่ด้วย” 

ส่วนอัตราการว่างงาน ซึ่งเป็นอีกบรรทัดฐานหนึ่งที่ถูกนำมาใช้อยู่บ่อย ๆ อยู่ที่ 3.7% ในเดือนก.ย. ปีนี้ ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1950 มีหลายปีที่อัตราการว่างงานต่ำกว่าระดับปัจจุบันมาก  ดังนั้น ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัวในปัจจุบันถือว่าดี แต่ไม่ใช่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

ตลาดหุ้นทะยานขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์เน้นย้ำถึงมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นของตลาดการเงินสหรัฐฯ โดยเฉพาะค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ซึ่งเป็นการติดตามหุ้นของบริษัทใหญ่ 30 แห่งของสหรัฐฯ

แผนเศรษฐกิจทรัมป์
https://www.bbc.com/thai/international-45913631

เป็นความจริงที่ว่า ดัชนี้นี้แตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกมาภายในสมัยของทรัมป์ ซึ่งส่วนใหญ่เผชิญความยุ่งยากที่มาจากความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมืองหลายอย่าง เช่น ความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นกับจีน หรือการที่ทรัมป์ตัดสินใจให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership — TPP) เมื่อปีที่แล้ว

ผู้สนับสนุนทรัมป์แย้งว่า การตัดลดภาษีนิติบุคคลลง ควบคู่ไปกับนโยบายที่มุ่งให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ ของเขา การเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ และการรับปากว่าจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต่างมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

แผนเศรษฐกิจทรัมป์ การจ้างงานและค่าแรง

แล้วตอนนี้การจ้างงานและค่าแรงในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างไรบ้าง?

อย่างที่เห็น อัตราการว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ 3.7% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1969 มันลดต่ำลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มที่ลดต่ำลงนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยที่นายบารัค โอบามา ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 

ไรอัน สวีต จาก มูดีส์ อนาไลติก (Moody’s Analytics) ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงไปของประชากรวัยทำงานของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจุบันมีสัดส่วนแรงงานที่อายุมากขึ้นและแรงงานที่มีการศึกษาดีขึ้นเพิ่มขึ้น โดยอัตราการว่างงานในแรงงานทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวโน้มในระดับต่ำกว่า 

นายสวีต กล่าวว่า “ตลาดแรงงานในปี 2000 มีอัตราการว่างงานต่ำกว่า 4% การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรนับตั้งแต่นั้นทำให้อัตราการว่างงานปัจจุบันควรอยู่ต่ำกว่าระดับ 3.7% อย่างที่ปรากฏในเดือนก.ย. เสียด้วยซ้ำ” ช่วงรณรงค์หาเสียง นายทรัมป์ใช้โวหารที่ปลุกเร้า ครั้นเมื่อได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบขาวแล้ว เราจะได้เห็นอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

การผ่อนปรนด้านกฎเกณฑ์และกฎหมาย

พิธีสาบานตนเสร็จสิ้นลงไม่ทันไร นายเรนซ์ พรีบัส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ก็สั่งระงับการออกกฎระเบียบใหม่ๆ ยกเลิกระเบียบราชการที่จุกจิกไป ทั้งนี้เพราะตอนรณรงค์หาเสียง นายทรัมป์เคยสัญญาไว้แล้วว่าจะลดละระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นภาระต่อการทำธุรกิจ แต่การระงับกฎหมายใหม่ ๆ เอาไว้ก่อน ก็เป็นเรื่องปกติเมื่อประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาดำรงตำหน่ง

กิจกรรมที่น่าถกเถียงกันมากที่สุดของประธานาธิบดีทรัมป์คือการระงับกฎหมายการบริการสุขภาพของประธานาธิบดีโอบาม่า ที่เรียกกันว่า “โอบาม่าแคร์” ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรต่อคนที่ทำประกันสุขภาพและบริษัทประกันเอกชน แต่ประธานาธิบดีคนใหม่สาบานว่าจะยกเลิกโครงการนี้และหาโครงการอื่นมาทดแทน

สำหรับกฎหมายอื่น ๆ ที่โดนระงับไว้ ตอนนี้จะมีการพิจารณาทบทวน แต่ก็คงจะไม่เพียงแค่นั้น นายวิลเบอร์ รอสส์ สมาชิกคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีของนายทรัมป์ กล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่า การยกเลิกกฎระเบียบจะช่วยให้ธุรกิจประหยัดเงินได้ถึงปีละสองแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเขายกเรื่องกฎข้อห้ามเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยกับอุตสาหกรรมถ่านหินขึ้นมากล่าวว่าควรยกเลิก

การค้า

หากจะมีเรื่องใดสักเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงออกอย่างชัดเจน ก็คงจะได้แก่เรื่องที่เขาเชื่อว่าการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันดำเนินไปโดย “เห็นแก่ประโยชน์ของคนวงในและชนชั้นนำในวอชิงตันยิ่งกว่าของพลเมืองชายและหญิงของประเทศนี้ที่ทำงานอย่างหนัก”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะมีการเจรจาขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงด้านการค้าเสรีในทวีปอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) ที่ใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 กับผู้นำแคนาดาและผู้นำเม็กซิโก 

นายทรัมป์กล่าวว่าการเจรจากับประธานาธิบดีของเม็กซิโกจะครอบคลุมถึงเรื่องการย้ายถิ่นเข้าประเทศและความมั่นคงของชายแดน สอดคล้องกับคำสัญญาก่อนได้รับเลือกตั้งว่าจะสร้างกำแพงชายแดนทิศใต้ของสหรัฐฯ

เมื่อวันจันทร์นี้ เราได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรก คือ การใช้อำนาจประธานาธิบดีสั่งให้สหรัฐอเมริกาถอนตัว ออกจาก ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าที่นายโอบามาใช้เวลาหลายปีเจรจาต่อรองกับอีก 11 ชาติ ในแถบแปซิฟิก ตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นไปจนชิลี และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “หันสู่เอเชีย” ของนายโอบามา ซึ่งคิดขึ้นมาเพื่อคานอำนาจจีนที่ผงาดยิ่งขึ้นทุกที

ธนาคารยักษ์ใหญ่

ธนาคารยักษ์ใหญ่ในอเมริกาต่างยินดีปรีดา นับตั้งแต่ทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี เพราะอุตสาหกรรมการเงินคือหนึ่งในธุรกิจที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการลดเลิกกฎระเบียบจุกจิก จะทำให้ธนาคารมีช่องทางในการหารายได้มากขึ้น

สตีเวน มนูชิน ซึ่งคงจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ประกาศไว้ว่าจะผ่อนคลายกฎหมาย “ด็อดด์-แฟรงค์” เพื่อควบคุมจำกัดกิจกรรมของธนาคารยักษ์ใหญ่หลังมี่ส่วนทำให้เศรษฐกิจพังลงเมื่อปี 2551 การผ่อนคลายกฎหมายย่อมหมายถึงการทำกำไรเพิ่มขึ้นของธุรกิจการเงินในตลาดหุ้นวอลล์สตรีต 

แม้นายมนูชินยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมานี้อาจต้องใช้เวลา แต่บรรดานายใหญ่ของธนาคารยักษ์เหล่านั้นก็มีความหวังถึงอนาคตอันสดใสในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างทันอกทันใจ คือ ในชั่วโมงแรกของการรับตำแหน่ง ทรัมป์สั่งเลิกนโยบายล่าสุดของรัฐบาลโอบามา ที่ต้องการช่วยลดภาระค่าจำนองบ้านของคนหลายล้านคน และ สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนออกมา แสดงความกังวลแล้วว่าการเลิกนโยบายนี้จะทำให้เงินกองทุนประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลง

กิจการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน

รายการสำคัญลำดับต้นๆที่รัฐบาลนี้ต้องการทำ คือ “แผนพลังงาน” สำหรับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ตามแผนนี้ ทรัมป์ต้องการให้ดำเนินการนำเชลออยล์หรือน้ำมันจากชั้นหินดินดาน และขุดแหล่งแก๊สสำรองขึ้นมาใช้ พร้อมพลิกฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินที่ “กำลังเจ็บ” ให้กลับมา

รัฐบาลประกาศว่าค่าสัมปทานจากการขุดน้ำมันจะนำไปใช้จ่ายเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตามที่สัญญาไว้ เช่น ถนน โรงเรียนและสะพาน โดยละเลยเรื่องที่จะพูดถึง สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง อันเป็นยุทธศาสตร์หลักในนโยบายของรัฐบาลนายโอบามา เรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อม ถูกกล่าวถึงเพียงว่า องค์การพิทักษ์สภาพแวดล้อมของรัฐ (Environmental Protection Agency) มี “พันธกิจหลักในการพิทักษ์สภาพอากาศและน้ำ”

การจ้างงานและเศรษฐกิจ

เว็บไซต์ของทำเนียบขาวพรรณนาภาพที่น่าหดหู่ของเศรษฐกิจอเมริกาในอดีต ชี้ไปยังงานด้านการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่หายไปและการฟื้นตัวที่ “เชื่องช้า”นับจากปี 2551 (ในสมัยโอบามา) ทว่า ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เขามีแผนจะสร้างงานใหม่ 25 ล้านตำแหน่งให้ชาวอเมริกัน และทำให้ประเทศหวนคืนสู่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 4% โดยใช้การลดภาษีในทุกภาคส่วน เพื่อกระตุ้นการลงทุน แต่ ไม่บอกว่า จะหาเงินจากที่ใดมาชดเชยรายได้ภาษีที่ลดลง

ความกลัว คือ อุปสรรค

แม้รัฐบาลใหม่มองว่าอเมริกาต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ดังที่นายทรัมป์กล่าวไว้ในสุนทรพจน์เมื่อเข้ารับตำแหน่ง บรรยายถึงภาพ “การสังหารหมู่ชาวอเมริกัน” ภาพครอบครัวคนยากจนไม่มีทางได้เงยหน้าอ้าปากและ “โรงงานสนิมกรังที่เกลื่อนกลาดเต็มสุสาน” แต่ที่จริงแล้วสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับช่วงสานต่อนั้น นับได้ว่าอยู่ในสภาพที่ดีพอควรทีเดียว เกิดการจ้างงานใหม่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 75 เดือน อัตราการว่างงานมีเพียง 4.7% ตามสถิติทางการ และเศรษฐกิจก็เติบโตมาเรื่อย ๆ อย่างคงเส้นคงวา

มาถึงตอนนี้ นักลงทุนดูจะรำลึกถึงประโยคเด็ดของอดีตประธานาธิบดีท่านหนึ่ง ผู้กล่าวว่าอันตรายร้ายกาจที่สุดคือความรู้สึกในทางลบ

ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งขึ้นหลังชัยชนะของนายทรัมป์ และตอนนี้ชะลอตัวอยู่ในขณะที่ นักลงทุนรอดูเหตุการณ์ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะดูแคลนได้ เพราะความคาดหวังในทางบวก นับเป็นสมบัติอันมีค่าอย่างสำคัญยิ่งสำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีแผนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างถอนรากถอนโคน