Skip to content
Home » News » โควิดกลายพันธุ์ดุ “ออมิครอน”

โควิดกลายพันธุ์ดุ “ออมิครอน”

  • โควิด19

โควิดกลายพันธุ์ดุ “ออมิครอน” วันที่ 26 พ.ย. ว่า องค์การอนามัยโลกแถลงตั้งชื่อเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ชนิดกลายพันธุ์ B.1.1.529 พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ว่า Omicron (ภาษาอังกฤษอ่านว่า ออมิครอน หรือ โอไมครอน และภาษากรีก อ่านว่า โอมีกรอน) พร้อมจัดระดับว่าเป็นโควิดชนิดกลายพันธุ์ที่น่าวิตก

การตัดสินใจครั้งนี้เพิ่มน้ำหนักให้กับความวิตกกังวลทางวิทยาศาสตร์ถึงฤทธิ์ของเชื้อโรค แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงใดๆ

โควิดกลายพันธุ์ดุ “ออมิครอน” การกลายพันธุ์ครั้งนี้มีจำนวนการกลายพันธุ์หลายครั้ง พบที่หนาม 32 ตำแหน่ง และส่วนหนึ่งในนี้น่าวิตกว่าเชื้อจะมีประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดมากขึ้นและมากกว่าชนิดอื่นๆ ที่เคยมีมา แต่จะมีผลต่อวัคซีน หรือยารักษาโรคมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะเป็นเชื้อที่ร้ายกาจมากขึ้นหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน

โควิดกลายพันธุ์ดุ "ออมิครอน"
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_6753770

การพบเชื้อสายพันธุ์ออมิครอน เริ่มจากแอฟริกาใต้ จากนั้นพบที่บอตสวานา เบลเยียม ฮ่องกง และอิสราเอล องค์การอนามัยโลกระบุว่า ต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ แต่ตอนนี้ อังกฤษ สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สั่งระงับเที่ยวบินจากประเทศที่อยู่ทางใต้ของทวีปแอฟริกาแล้ว แม้ว่า รัฐบาลแอฟริกาใต้จะแถลงว่า การตัดสินใจเช่นนี้ด่วนสรุปและไม่ยุติธรรม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ชื่อเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธ์ุชนิดใหม่ที่พบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา (B.1.1.529) ว่า ‘ออมิครอน’ (Omicron) ตามชื่อตัวอักษรกรีก ลำดับที่ 15 พร้อมประกาศให้เชื้อไวรัสกลายพันธ์ุนี้เป็นสายพันธ์ุระดับที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) ตัวใหม่ ต่อจากเชื้อสายพันธ์ุเดลตา (B.1.617.2) ที่พบในอินเดีย ช่วงเดือนตุลาคมปี 2020

มีการยืนยันพบผู้ติดโควิดจากเชื้อสายพันธ์ุออมิครอนแล้วในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ฮ่องกง บอตสวานา เบลเยียม และอิสราเอล เป็นต้น ส่งผลให้หลายประเทศกลับมาประกาศห้าม เฝ้าระวัง หรือจำกัดการเดินทางในเส้นทางระหว่างประเทศกับบรรดาประเทศแถบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของแอฟริกาใต้ระบุ ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้มีตำแหน่งการกลายพันธ์ุของยีนมากถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่ามากผิดปกติอย่างยิ่ง โดยจะแตกต่างไปอย่างมากจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ว่าการกลายพันธ์ุที่ผิดปกตินี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่มากก็น้อย และอาจทำให้การแพร่ระบาดระลอกถัดๆ ไป มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้ WHO จะให้มีเชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธ์ุ 5 สายพันธ์ุที่น่ากังวล (VOC) ได้แก่ สายพันธ์ุอัลฟา (B.1.1.7) สายพันธุ์เบตา (B.1.351) สายพันธุ์แกมมา (P.1) สายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) และสายพันธ์ุออมิครอน (B.1.1.529) ขณะที่สายพันธ์ุที่น่าสนใจ (Variants of Interest: VOI) เหลือเพียง 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธ์ุแลมบ์ดา (C.37) และสายพันธุ์มิว (B.1.621)

ประเทศแอฟริกาใต้รายงานการพบเชื้อนี้ไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อ 24 พ.ย. และมีการยืนยันว่าถูกพบใน บอตสวานา เบลเยียม ฮ่องกง และอิสราเอล ส่งผลให้หลายประเทศประกาศห้าม หรือจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเหล่านั้นกับประเทศทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศแอฟริกาใต้ ตรวจพบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ชนิดใหม่ ซึ่งมีการกลายพันธุ์อย่างรุนแรงในยีนหลายสิบตำแหน่ง ทำให้หวั่นเกรงกันว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้อาจแพร่ระบาดได้ง่าย และเป็นอันตรายยิ่งกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ทั่วโลกเคยพบมา

ไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดังกล่าว แรกเริ่มมีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.1.529 ก่อนที่ WHO จะตั้งชื่อเรียกให้ตามลำดับตัวอักษรกรีกว่า โอไมครอน

เจ้าหน้าที่พบการระบาดในจังหวัดเคาเต็ง (Gauteng) ของแอฟริกาใต้เป็นหลัก โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 77 ราย นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อในประเทศบอตสวานาอีก 4 ราย รวมทั้งพบกรณีที่ผู้ติดเชื้อเดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังฮ่องกงด้วยเที่ยวบินตรงอีก 1 ราย

ศาสตราจารย์ ทูลิโอ เด โอลิเวรา ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและการรับมือโรคระบาดของแอฟริกาใต้ บอกว่าไวรัสโควิดชนิดใหม่นี้มีการกลายพันธุ์ของยีนรวมทั้งสิ้นถึง 50 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างยิ่งและทำให้มันมีความแตกต่างจากเชื้อโควิดกลายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยพบมาเป็นอย่างมาก

  • การกลายพันธุ์แบบเหนือความคาดหมายนี้ จัดเป็นการกลายพันธุ์ของโปรตีนบนส่วนหนามของไวรัสถึง 32 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง ในการเป็นกุญแจที่ไวรัสใช้ไขประตูเข้าสู่เซลล์ร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ยังพบการกลายพันธุ์ที่ส่วนตัวรับ (receptor binding domain) ซึ่งไวรัสใช้จับยึดกับเซลล์ของคนเราถึง 10 ตำแหน่งด้วย ในขณะที่เชื้อโควิดกลายพันธุ์ที่ร้ายแรงอย่างสายพันธุ์เดลตา มีการกลายพันธุ์ในส่วนนี้เพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกลายพันธุ์อย่างรุนแรงในลักษณะนี้ น่าจะเกิดขึ้นจากการติดเชื้อในผู้ป่วยเพียงรายเดียว โดยร่างกายของผู้ป่วยที่เป็นต้นตอของการกลายพันธุ์ดังกล่าว ไม่สามารถต่อสู้ต้านทานกับเชื้อโรคได้

การที่เชื้อไวรัส B.1.1.529 มีการเปลี่ยนแปลงจนแตกต่างไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับเชื้อโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีต้นกำเนิดที่นครอู่ฮั่นของจีน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า วัคซีนโควิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์ตัวนี้ และหากมีการแพร่ระบาดลามออกไปเป็นวงกว้าง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์โควิดในหลายประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดระลอก 4 เลวร้ายยิ่งขึ้น

ส่วนการกลายพันธุ์ในอีกหลายสิบตำแหน่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเห็นมาก่อนนั้น ยังคงต้องรอการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการอีกนานหลายสัปดาห์ จึงจะสามารถบอกได้ว่ายีนเหล่านั้นมีผลทำให้เชื้อโควิดดังกล่าวมีฤทธิ์ร้ายแรง เหนือกว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ที่เคยพบมาก่อนหรือไม่

บัญชีทวิตเตอร์ของรัฐบาลแอฟริกาใต้เผยแพร่ข้อความว่ารัฐบาลสามารถ “สกัดความรุนแรงของเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ด้วยการฉีดวัคซีนซึ่งจะช่วยควบคุมการกลายพันธุ์ในยีนได้” และบอกด้วยว่าการร่วมมือกันจะช่วยให้จัดการกับเชื้อไวรัสได้ ข้อความดังกล่าวเผยแพร่พร้อมภาพอินโฟกราฟิกที่ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการฉีดวัคซีน

ปัจจุบันมีชาวแอฟริกาใต้เพียง 24% ที่ได้รับวัคซีนครบโดส

https://www.bbc.com/thai/international-59428316