Skip to content
Home » News » โดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์
https://www.thairath.co.th/news/tech/2085293

โดนัลด์ ทรัมป์ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ (อังกฤษ: Donald John Trump;[a] เกิด 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946) เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 และยังเป็นนักธุรกิจ, พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนักแสดงรับเชิญในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัททรัมป์ออร์กาไนเซชัน

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ยังเป็นผู้ก่อตั้งทรัมป์เอนเตอร์เทนเมนต์รีสอร์ต ที่มีกิจการกาสิโนและโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก และด้วยการใช้ชีวิตที่หรูหรา และการพูดจาที่โผงผางทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการจับตามองจากสื่อมากที่สุดคนหนึ่งในโลก อีกทั้งยังส่งผลให้เขาประสบความสำเร็จในรายการเรียลลิตี้โชว์ทางช่องเอ็นบีซี ภายใต้ชื่อ The Apprentice (ที่ซึ่งเขารับตำแหน่งพิธีกรและผู้อำนวยการสร้างควบคู่กัน)

ทรัมป์เกิดและเติบโตในนครนิวยอร์ก เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ใน จำนวน 5 คนของเฟรด ทรัมป์ เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพ่อของเขาในเป้าหมายของอาชีพการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในปี ค.ศ. 1963

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าร่วมบริษัททรัมป์ออร์กาไนเซชันของผู้เป็นพ่อ เริ่มงานโดยการปรับปรุงโรงแรมคอมมอดอร์เป็นแกรนด์ไฮแอตต์กับครอบครัวพริตซ์เกอร์ เขายังคงดำเนินงานทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์ก และหลายโครงการที่พักอยู่อาศัย ต่อมาทรัมป์ยังขยับขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมการบิน และธุรกิจกาสิโนแอตแลนติกซิตี รวมถึงการซื้อทัชมาฮาลคะซีโน จากครอบครัวครอสบี แต่ก็ประสบกับภาวะล้มละลาย ข่าวส่วนมากในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ของเขามักเกี่ยวกับด้านปัญหาการเงิน

ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 หลังจากฟื้นด้านธุรกิจและชื่อเสียง ในปี ค.ศ. 2001 เขาสร้างทรัมป์เวิลด์ทาวเวอร์สำเร็จ เป็นอาคารที่อยู่อาศัย 72 ชั้น อยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ เขายังเริ่มสร้างทรัมป์เพลซ กลุ่มอาคารหลายหลังริมแม่น้ำฮัดสัน นอกจากนี้ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของพื้นที่การค้าในทรัมป์อินเตอร์แนชชันแนลโฮเตลแอนด์ทาวเวอร์ อาคาร 44 ชั้น (โรงแรมและอาคารชุดรวมกัน)

ทรัมป์เป็นเจ้าของพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ในแมนแฮตตันหลายล้านตารางฟุต จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลสำคัญทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นคนมีชื่อเสียงสำคัญกับสื่อมวลชน ทรัมป์ยังเป็นเจ้าของกิจการการประกวดนางงามจักรวาล และได้ยึดอาชีพทางธุรกิจรวมทั้งงานบันเทิงมาตลอดหลายสิบปีก่อนที่จะประกาศเจตนารมณ์ของตนเองอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าเขาจะลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ. 2016

ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 โดยชนะฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ด้วยวัย 70 ปี ทรัมป์เป็นบุคคลอายุมากที่สุด (ในขณะนั้น) และมีทรัพย์สินมากที่สุดที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นบุคคลแรกที่ไม่เคยรับราชการทหารหรือข้าราชการมาก่อน

และเป็นบุคคลที่สี่ที่ได้รับเลือกตั้งโดยไม่ได้คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากทั่วประเทศ ทรัมป์กล่าวข้อความเท็จหรือชักจูงให้เข้าใจผิดหลายครั้งทั้งก่อนดำรงตำแหน่งและในตำแหน่ง ซึ่งมีผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงบันทึกไว้ และสื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างกว้างขวางว่าไม่เคยมีมาก่อนในการเมืองสหรัฐ ความเห็นและการกระทำหลายอย่างของเขามีลักษณะแบบนิยมเชื้อชาติ

แนวนโยบายของทรัมป์เน้นการเจราความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนและความตกลงการค้าเสรีใหม่ เช่น นาฟตาและความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก การบังคับใช้กฎหมายการเข้าเมืองอย่างแข็งขัน การสร้างกำแพงใหม่ตามชายแดนสหรัฐ–เม็กซิโก จุดยืนอื่นของเขาได้แก่การมุ่งอิสระทางพลังงานขณะที่ค้านข้อบังคับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่น เช่น แผนพลังงานสะอาดและความตกลงปารีส

ปฏิรูปกิจการทหารผ่านศึก แทนที่รัฐบัญญัติการบริบาลที่เสียได้ (Affordable Care Act) การเลิกมาตรฐานการศึกษาคอมมอนคอร์ (Common Core) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดความยุ่งยากของประมวลรัษฎากร (ประมวลกฎหมายภาษี) ขณะที่ลดภาษีแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และกำหนดภาษีนำเข้าต่อบริษัทที่จ้างงานนอกประเทศทำให้เกิดสงครามการค้ากับประเทศจีน

ทรัมป์ส่งเสริมแนวนโยบายต่างประเทศที่ไม่แทรกแซงเสียส่วนใหญ่ ขณะที่เพิ่มรายจ่ายทางทหาร “การตรวจสอบภูมิหลังเต็มที่” ของคนเข้าเมืองมุสลิมเพื่อป้องกันการก่อการร้ายอิสลามในประเทศ รับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และถอนทหารสหรัฐออกจากภาคเหนือของซีเรีย เขาพบกับคิม จ็อง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือสามครั้ง แต่การเจรจาเรื่องลดอาวุธนิวเคลียร์ล้มเหลว นักวิชาการและนักวิจารณ์อธิบายจุดยืนของทรัมป์ว่าเป็นประชานิยม ลัทธิคุ้มครองและชาตินิยม

ภายหลังทรัมป์ปลดเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอใน ค.ศ. 2017 กระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งรอเบิร์ต มอลเลอร์เป็นที่ปรึกษาพิเศษในการสืบสวนเรื่องการประสานงานหรือความเชื่อมโยงระหว่างการรณรงค์ทรัมป์และรัฐบาลรัสเซียเกี่ยวกับการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐของรัสเซีย พ.ศ. 2559

และประเด็นที่เกี่ยวข้อง ผลการสอบสวนระบุว่าทรัมป์และคณะรณรงค์หาเสียงของเขาต้อนรับและส่งเสริมการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งนั้น แต่ไม่พบหลักฐานเพียงพอตั้งข้อหาสมคบคิดหรือร่วมมือกับรัสเซีย มอลเลอร์ยังสอบสวนทรัมป์ฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

โดนัลด์ ทรัมป์
https://www.prachachat.net/finance/news-531271

ซึ่งรายงานของเขาสรุปโดยไม่ได้ฟ้องคดีอาญาอุกฉกรรจ์หรือว่าเขาพ้นจากความรับผิดในข้อหานั้น หลังทรัมป์ร้องขอให้ยูเครนสอบสวนโจ ไบเดน คู่แข่งทางการเมืองของเขา สภาผู้แทนราษฎรดำเนินกระบวนพิจารณาและลงมติให้ถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 ฐานละเมิดอำนาจและขัดขวางรัฐสภา แต่วุฒิสภาลงคะแนนเสียงว่าทรัมป์ไม่มีความผิดทั้งสองข้อหาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020

ดอนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้การเลือกตั้งในสมัยที่สองให้แก่ โจ ไบเดน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ส่งผลให้เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 6 ที่ไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้เป็นสมัยที่สอง เขาก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2021

ภายหลังการเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของโจ ไบเดน และ กมลา แฮร์ริส ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่ โดยทรัมป์และภรรยาของเขา (เมลาเนีย ทรัมป์) ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาประชาชนล่วงหน้า 1 วันก่อนการสาบานตนของไบเดน โดยก่อนหน้านั้นทรัมป์ได้ปฏิเสธการยอมรับผลการเลือกตั้งและเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่

โดนัลด์ ทรัมป์ มักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ไม่แยแสต่อความจริงอย่างสิ้นเชิง ทว่าบรรดาผู้นำสหรัฐฯ ในอดีตบางคนก็เคยถูกจับได้ว่าพูดเรื่องเท็จ ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องที่ฟังดูแปลกประหลาดไปจนถึงเรื่องที่น่าตกตะลึง 

ในช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนต้องทำงานอย่างหนักในการตรวจสอบข้อมูลที่เอ่ยออกจากปากของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ 

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์คือฐานข้อมูลสำคัญที่รวบรวมถ้อยแถลงของนายทรัมป์ และพบว่ากว่า 30,000 ถ้อยแถลงของเขาเป็นการกล่าวอ้างความเท็จหรือข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด

การพูดไม่ตรงความจริงของเขาในหลายครั้งเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรง เช่น เรื่องกอล์ฟ หรือความร่ำรวยของเขา แต่บางครั้งถ้อยคำเท็จที่เขาเอ่ยออกมาก็สร้างความเสียหายและดูเป็นการจงใจสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ชาวอเมริกัน เช่น การพูดลดทอนความร้ายแรงของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือการกล่าวหาว่ามีการโกงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 โดยที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ใด ๆ

ศาสตราจารย์เอริค อัลเตอร์แมน นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Lying In State: Why Presidents Lie – And Why Trump Is Worse กล่าวว่า คำโป้ปดมดเท็จมากมายของนายทรัมป์ได้ทำลายแนวคิดเรื่อง ความจริงที่คนในสังคมยอมรับตรงกันในการเมืองอเมริกัน

เขาชี้ให้เห็นถึงกรณีที่ผู้สนับสนุนนายทรัมป์บุกเข้าไปก่อจลาจลในอาคารรัฐสภา ซึ่งคนเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นกลุ่มสุดโต่งจากทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ของฝ่ายนิยมขวาจัด ทั้งเรื่องการโกงเลือกตั้ง และเรื่ององค์กรลับที่บูชาซาตาน

ศาสตราจารย์อัลเตอร์แมนชี้ว่า กรณีเหล่านี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลที่นายทรัมป์ยุยงให้เกิด “การสร้างโลกที่ไม่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง”

แล้วคำโกหกของนายทรัมป์มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับบรรดาผู้นำคนก่อน ๆ