Skip to content
Home » News » ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย ได้อย่างไร?

ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย ได้อย่างไร?

ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย
https://www.blockdit.com/posts/5f30ec5a32c6970cba5c0e91

ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย ประเทศไต้หวัน หรืออาจจะมีสถานะเป็น “มณฑลไต้หวัน” ดินแดนภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสายตาของผู้นำจีน ในปัจจุบันนั้นใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่เพิ่งมีอายุเพียงแค่ 23 ปี เท่านั้นก่อนหน้านั้นไต้หวันต้องอยู่ใต้กฎอัยการศึกของรัฐบาลเผด็จการทหารตั้งแต่ปี1949-1987 นานถึง 38 ปี เป็นการใช้กฎอัยการศึกที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองแค่เพียงประเทศซีเรียเท่านั้น

ย้อนกลับไปปี 1911 จีนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ราชวงศ์ชิงสิ้นสุดลง หมดยุคของฮ่องเต้ เป็นการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นโดยเหล่าทหารที่ภายหลังเข้าร่วมกับพรรคการเมืองก๊กมินตั๋ง และได้ก่อตั้งประเทศขึ้นมาใหม่ในชื่อว่า“สาธารณรัฐจีน” ที่ปกครองด้วยเผด็จการทหาร เพื่อพยายามรวมชาติจีนอีกครั้งหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบลง

ญี่ปุ่นก็แพ้สงคราม เกาะไต้หวัน หรือเกาะฟอร์โมซาน ที่ญี่ปุ่นเคยยึดมาจากจีนตั้งแต่ปี 1895 ก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐจีนในช่วงที่ญี่ปุ่นเคยปกครองเกาะไต้หวันยาวนานถึง 50 ปี ภาษาราชการในไต้หวันช่วงเวลานั้นเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนและภาษาญี่ปุ่น ผู้คนได้รับการศึกษาแบบญี่ปุ่น แม้แต่ทุกวันนี้คนแก่ๆ ในไต้หวันบางคนยังพูดภาษาญี่ปุ่นได้

หลายคนนอกจากมีชื่อจีนแล้ว ยังมีชื่อญี่ปุ่นอีกด้วย เรียกได้ว่ามาล้างความเป็นจีนและปกครองในฐานะเจ้าอาณานิคมอย่างแท้จริงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็เข้าสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ ระบอบคอมมิวนิสต์เกิดฮิตขึ้นมา ฮิตมากและขัดแย้งมากจนเป็นสงครามไปทั่วในประเทศจีนตอนนั้นก็เช่นกัน พรรคก๊กมินตั๋งที่เป็นรัฐบาลกลางนำโดยจอมพล เจียง ไคเชก ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดย เหมา เจ๋อตง จนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น

ผลปรากฎว่า เหมา เจ๋อตง ไอเดียเจ๋งกว่า มีคอนเซ็ปต์โดนใจชาวนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในจีนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ได้ เรียกว่าเป็นกลยุทธ์แบบป่าล้อมเมือง ชาวนามีเยอะกว่าทหาร ก็เลยชนะไปเจียง ไคเชก และพรรคก๊กมินตั๋ง เลยหนีมาตั้งรัฐบาลผลัดถิ่นที่เกาะไต้หวัน ขนข้าราชการมาเพียบ มีการประมาณว่ามีคนหนีตาม เจียง ไคเชก จากแผ่นดินใหญ่มาไต้หวัน เกือบ 2 ล้าน ในขณะที่ไต้หวันก็มีคนอยู่แล้วอีก 2 ล้าน

ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย
https://www.blockdit.com/posts/5f30ec5a32c6970cba5c0e91

ผลที่ตามมาก็คือเกิดความแตกแยกขึ้น ผู้มาใหม่ทำตัวเป็นจีนที่จีนกว่า บอกว่าตนมาจากแผ่นดินใหญ่ เป็นคนดีกว่า เป็นชนชั้นปกครอง แต่ก็มาปกครองด้วยความคิดที่ว่า “ฉันมาอยู่แค่ชั่วคราว สักวันนึงก็ต้องกลับไปเป็นใหญ่ที่แผ่นดินใหญ่เหมือนเดิม” สังคมตอนนั้นงานการดีๆ และคุณภาพชีวิตเลิศๆ

กลายเป็นของสงวนสำหรับอภิสิทธิ์ชนจากแผ่นดินใหญ่ไปซะงั้นคนไต้หวันที่อยู่มาแต่เดิมก็เซ็งสิ หลังจากเจ้าอาณานิคมญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องมาถูกเจ้าอาณานิคมใหม่กดขี่อีก ความขัดแย้งนี้ก็ขยายตัวออกไป สุดท้ายก็เกิดเป็นความรุนแรงและการปราบปรามอย่างหนัก โดยข้ออ้างว่าคนก่อความไม่สงบเป็นคอมมิวนิสต์ จนเป็นที่มาของกฎอัยการศึกแสนยาวนานเหตุการณ์ความรุนนี้เกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1947 มีการปราบคนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

เป็นการสังหารหมู่ที่มีตัวเลขผู้เสียชีวิตยังไม่แน่นอนบางข้อมูลก็พูดว่า 5,000 คน บางที่ก็ประมาณไว้สูงถึง 28,000 คนมันถูกเรียกว่า White Terror ที่แปลว่าความน่าสพรึงกลัวของสีขาว ที่เรียกสีขาวก็เพราะว่ามันเป็นความรุนแรงของผู้ที่อ้างความถูกต้องในการปราบคอมมิวนิสต์ที่เป็นสีแดงนั้นเองภายใต้ความโหดของ White Terror นั้น กินเวลายาวนานเกือบ 40 ปี ตลอดเวลามีการจับคน อุ้มคน ด้วยตำรวจลับ มีการเก็บสถิติว่ามีผู้ถูกจับกุมถึง 1.4 แสนคน

ถูกประหารชีวิตไป 3-4 พันคนด้วยกันย้อนกลับมาที่ทางด้านเหมา เจ๋อตง ที่ชนะไป ก็เปลี่ยนแผ่นดินใหญ่ไปเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ และได้ชื่อประเทศใหม่ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนมาถึงตรงนี้แล้ว ก็เลยมีประเทศจีนอยู่สองประเทศ จีนที่อยู่ไต้หวัน และจีนแผ่นดินใหญ่ที่เป็นคอมมิวนิสต์ ต่างคน ต่างอ้างความเป็นเจ้าของซึ่งกันและกันช่วงแรกๆ โลกก็ให้การยอมรับจีนที่อยู่ที่ไต้หวันมากกว่า ก็เลยรับรองไต้หวันจนได้เข้าเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

แต่ในปี 1971 สหประชาชาติก็รับรองจีนแผ่นดินใหญ่คือจีนเดียวและตัดสัมพันธ์ทางการเมืองกับไต้หวัน ทำให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศที่ถูกโลกทอดทิ้ง จึงต้องทำการสร้างชาติใหม่ และต้องอยู่รอดจากจีนที่กำลังกลายเป็นประเทศมหาอำนาจ เลยจำเป็นต้องเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ใครๆ ก็อยากมาค้าขายด้วยโดยเฉพาะสหรัฐ

และต้องเป็นจีนที่มีเสรีภาพแบบประชาธิปไตยแต่การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้มาในทันที พรรคก๊กมินตั๋งที่กุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ต้องค่อยๆ ลดอำนาจลงตามกระแสของประเทศที่คนเรียกร้องให้ไต้หวันเป็นเอกราชและเป็นประชาธิปไตย

เริ่มตั้งแต่ จอมพลเจียง ไคเชก เสียชีวิตไปในปี 1975 ก็มีลูกชายชื่อเจียง จิง กว๋อ ขึ้นสืบทอดอำนาจแทน โดยต้องออกมาโฆษณาว่าตัวเองถึงตนจะเป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ แต่ตนนั้นจะเป็นประธานธิบดีของคนไต้หวันแปลว่าจะเลิกคิดกลับไปเป็นจีนเดียว แถมยังประกาศไม่สืบทอดอำนาจ บอกว่าประธานาธิบดีคนต่อไปต้องไม่ใช่คนแซ่เจียง และหันมาเน้นเศรษฐกิจมากกว่าการทหาร

ปล่อยให้มีการตั้งพรรคการเมือง ทำให้เกิดพรรคฝ่ายตรงข้ามขึ้นชื่อพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือ DPP และสุดท้ายก็ยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987หลัง เจียง จิงกว๋อ เสียชีวิตผู้เป็นประธานธิบดีคนต่อมาที่ถูกเลือกมาสืบทอดอำนาจ ก็ไม่ใช่คนแซ่เจียงจริงๆ แต่ชื่อ หลี่ เติงฮุย เป็นประธานธิบดีสมัยแรกในปี 1990

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่คาดหวังให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย มีการชุมนุมของนักศึกษาเป็นหมื่นคนเลย เรียกว่าตื่นตัวกันสุดๆและ หลี่ เติงฮุย

ไต้หวัน เป็นประชาธิปไตย ก็ทำตามสัญญาด้วยการนำประเทศสู่การเลือกตั้งได้ในที่สุดในปี 1996 และก็เป็นเขาเองนี่แหละ ที่นำพรรคก๊กมินตั๋งลงชิงตำแหน่งและก็ชนะอีกเป็นสมัยที่สอง ถึงจะเป็นพรรคขั้วอำนาจเดิมแต่ก็ชนะมาอย่างขาวสะอาด ไต้หวันก็เลยถูกนับว่าเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยซะทีเหตุที่ หลี่ เติงฮุย ยอมให้ไต้หวันกลายเป็นประเทศประชาธิปไตยอย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ในเวลานั้นพรรคก๊กมินตั๋งกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ก็เป็นเพราะว่า หลี่ เติงฮุย มีพื้นเพเป็นคนไต้หวันดังเดิม

แต่ในสมัยหนุ่มๆ ไปเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วก็เป็นทหารให้ญี่ปุ่นด้วย และถือว่าเป็นประธานาธิบดีไต้หวันคนแรกที่ไม่ได้มาจากแผ่นดินใหญ่ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ หลี่ เติงฮุย ไม่อินเป็นอย่างมากเรื่องนโยบายจีนเดียวแต่แรกอยู่แล้ว และถึงขนาดที่ว่าช่วงสองสามปีที่แล้วเคยมีดราม่าว่านายหลี่ เติงฮุย ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น หลุดปากเรียกญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศแม่ของไต้หวันในอดีต

ในช่วงที่ หลี่ เติงฮุย เป็นประธานาธิบดี ก็ได้มีการใช้อำนาจที่มีเพิ่มคนหัวก้าวให้เข้ามาในพรรค โละคนแก่อนุรักษ์นิยมที่ยังฝันจะกลับไปอยู่กับแผ่นดินใหญ่ออกไป ใส่คนรุ่นใหม่ที่เรียนจบเมืองนอกเข้ามาแทนทำให้แนวคิดดังกล่าวถูกลบเลือนไปหลี่ เติงฮุย อยู่ครบสองเทอม ก็ลาออกจากพรรคก๊กมินตั๋ง

ก็ไปตั้งพรรคใหม่ที่มีจุดยืนเรียกร้องเอกราชเช่นเดียวกับพรรคฝ่ายตรงข้ามเฉกเช่นพรรค DPP และกลายเป็นรัฐบุรุษที่นำไต้หวันสู่ประชาธิปไตยได้สำเร็จหลังจากนั้น การเมืองไต้หวันก็เป็นแบบผลัดกันชนะ ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง ที่ยังเชื่อว่าควรจะยอมรับอำนาจของจีน และพรรค DPP พรรคฝ่ายค้านที่ชูเรื่องการเป็นเอกราชจากจีน โดย DPP ชนะเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2000 โดยประธานธิบดีคนล่าสุด ไช่ อิงเหวิน ก็มาจากพรรค DPP ชูนโยบายประกาศเอกราช แบบไม่กลัวจีน

วันที่ในข่าวนี้ 1 มกราคม 1996 วันที่ประมาณการ