
ไททานิกผู้รอดชีวิต จากเหตุการณ์นี้ “ขอเพียงแค่คืนนั้นเรามีเรือชูชีพมากพอ คนที่เหลือจะไม่ต้องตาย” เอวา ฮาร์ต (Eva Hart) ประจักษ์พยานคนสุดท้ายในคืนไททานิคล่มกล่าว
เป็นเวลาเกือบ 109 ปี นับตั้งแต่เรือสุดหรู ‘ไททานิค’ จมลงสู่ความมืดมิดของห้วงมหาสมุทรอันหนาวเย็นในวันที่ 15 เมษายน 1912 โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ได้พรากลมหายใจของคนบนเรือไปมากกว่า 1,500 คน ทั้งยังทิ้งบาดแผลให้ผู้รอดชีวิตต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น แต่สุดท้ายความเจ็บปวดก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้มนุษย์หยุดบอกต่อ ‘ความไม่พร้อม’ และ ‘ความไม่ปลอดภัย’ ของเรือที่มีนายทุนเป็นผู้สร้าง
ต่อไปนี้คือเรื่องราวของ 9 ผู้รอดชีวิต ที่สะท้อนความเมตตา ความกล้าหาญ และความเสียสละ รวมถึงความโศกเศร้า และความตายในวันที่โชคชะตากลืนกินไททานิคสู่ก้นโลก
การสืบสวนและเรือแคลิฟอร์เนียน
ไททานิกผู้รอดชีวิต จากเหตุการณ์นี้ 18 เมษายน เวลาประมาณ 9.00 น. เรือคาร์เพเทียก็ได้มาถึงนครนิวยอร์ก มีผู้ที่มารอที่ท่าเรือถึงหนึ่งแสนคนเพื่อรอฟังข่าวภัยพิบัติทางเรือครั้งร้ายแรงนี้
จากนั้นทั้งฝ่ายสหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่างพยายามสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติภัยครั้งนี้ รวมทั้งสรุปยอดผู้เสียชีวิต ซึ่งทำให้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าในคืนเกิดเหตุ เรือแคลิฟอร์เนียนอยู่ใกล้ไททานิกยิ่งกว่าเรือคาร์เพเทียเสียอีก แต่เหตุที่เรือแคลิฟอร์เนียนไม่ได้มาช่วยเหลือเพราะพนักงานวิทยุโทรเลขหลับจึงไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ
ยังมีปริศนาอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง เป็นต้นว่า เรือลึกลับที่มีผู้รอดชีวิตเห็นขณะ ไททานิก กำลังอับปางนั้นคือเรือลำใดแน่ บ้างเชื่อว่าเป็นเรือแคลิฟอร์เนียน แต่บ้างคิดว่าอาจไม่ใช่เพราะหลักฐานเท่าที่สอบสวนได้ยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดลงไปเช่นนั้น รวมทั้งเรื่องที่ว่าไททานิกอับปางในลักษณะใดกันแน่ จากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตที่ว่าไททานิกหักเป็น 2 ท่อนนั้น ผู้เชี่ยวชาญสมัยนั้นรวมทั้งคนทั่วไปไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนัก คิดว่าผู้เล่าเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดและเล่าผิดพลาดมากกว่า ส่วนใหญ่คงเชื่อว่าเรือไททานิกจมลงไปทั้งลำ
ผลจากการที่พนักงานวิทยุโทรเลขของเรือแคลิฟอร์เนียนหลับ เป็นเหตุให้ไม่สามารถไปช่วยไททานิกได้ทัน ทำให้ต่อมามีการเพิ่มเติมกฎเกี่ยวกับการเดินเรือขึ้นมา นั่นคือเรือทุกลำต้องมีพนักงานวิทยุอยู่ประจำหน้าที่ตลอดเวลา และในปี ค.ศ. 1913 หน่วยเรือลาดตระเวนสำรวจภูเขาน้ำแข็งก็ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสำรวจเส้นทางและแจ้งเตือนเกี่ยวกับภูเขาน้ำแข็งในเส้นทางเดินเรือสายแอตแลนติกเหนือ

ไททานิกผู้รอดชีวิต
ไททานิกผู้รอดชีวิต จากเหตุการณ์นี้ ภัยพิบัติ ไททานิกครั้งนี้มีผู้รอดชีวิตทั้งสิ้น 710 คน แต่มีผู้เสียชีวิต 1514คน นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือ
อันที่จริงแล้ว ผู้ที่รอดชีวิตจากเรือไททานิกมิได้มีแต่เพียงผู้หญิงและเด็กเท่านั้น แต่ยังมีชายด้วย จากการสรุปข้อเท็จจริงพบว่าชายที่รอดชีวิตมีทั้งผู้โดยสารชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 และลูกเรือ
บุคคลที่รอดชีวิตบางคนที่น่ากล่าวถึงคือ เจ. บรูซ อิสเมย์ กรรมการผู้จัดการไวต์สตาร์ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสงสัยกันว่าอิสเมย์รอดมาได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตหมดเนื่องจากสละที่นั่งให้แก่สตรีและเด็ก ชีวิตในช่วงหลังของอิสเมย์ต้องล้มละลายทางเกียรติยศเพราะสังคมตราหน้าว่าเขารอดมาได้เพราะแย่งที่ของสตรีและเด็ก บางคนก็พูดกันว่าอิสเมย์พรางตัวเป็นหญิงเพื่อลงเรือ แต่อิสเมย์ชี้แจงว่าตนลงเรือชูชีพลำสุดท้าย เมื่อเห็นยังมีที่ว่างจึงได้ลงเรือไปและก็ไม่ได้พรางตัวเป็นสตรีแต่อย่างใด[ต้องการอ้างอิง]
มอลลี บราวน์ (Molly Brown) ซึ่งเป็นพวกเศรษฐีใหม่ที่เดินทางไปกับเรือไททานิก เมื่ออยู่ในเรือ ชูชีพนางบราวน์ได้แสดงความเข้มแข็งและกล้าหาญ ในสภาพที่ทุกคนหมดเรี่ยวแรง เธอได้แสดงบทบาทผู้นำโดยให้สั่งคนในเรือช่วยกันพายเรือมุ่งไปยังเรือคาร์เพเทีย และพยายามช่วยคนที่ตกน้ำ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ชีวิตของนางบราวน์ก็รุ่งเรืองขึ้น จากเดิมที่สังคมชั้นสูงในเมืองเดนเวอร์ไม่ยอมรับเธอ แต่จากวีรกรรมอันกล้าหาญทำให้เธอก้าวไปไกลถึงขนาดได้รับเสนอการชื่อให้เข้าชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาทีเดียว รวมทั้งยังมีผู้นำเรื่องราวของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่อย่างไรก็ดี ในบั้นปลายของชีวิต เธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว[ต้องการอ้างอิง]
ไม่มีลูกเรือ ไททานิก ที่รอดชีวิตคนใดก้าวไปถึงตำแหน่งกัปตันเรือ
จากนั้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1985 ซากเรือไททานิกได้ถูกค้นพบ
เมื่อต้นปี ค.ศ. 1997 เอดิท ไฮส์แมน ผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกที่มีอายุมากที่สุดเสียชีวิตลง เธออยู่ในเหตุการณ์เมื่ออายุ 15 ปีและเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 100 ปี และผู้ที่รอดชีวิตรายสุดท้ายจากเหตุการณ์เรือไททานิกอับปาง คือ มิลล์วินา ดีน (Millvina Dean) ชาวอังกฤษ ซึ่งเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2009 รวมอายุได้ 97 ปี ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เธอมีอายุเพียง 9 สัปดาห์เท่านั้น นับได้ว่าเป็นภัยพิภัติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในการเดินเรือเลยก็ว่าได้
ประจักษ์พยานคนสุดท้าย
ในวันที่ไททานิคพุ่งชนภูเขาน้ำแข็งด้วยความเร็วสูงสุด 22 นอต หรือประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนไม่สามารถชะลอหรือหักหลบภูเขาน้ำแข็งได้ ‘เอวา ฮาร์ต’ เด็กหญิงวัย 7 ขวบกำลังนอนหลับอยู่ในห้องผู้โดยสารชั้นสองพร้อมครอบครัว ขณะที่พ่อของเธอขึ้นไปดูสถานการณ์บนดาดฟ้าเรือ ก่อนจะเร่งรีบกลับมาพาภรรยาและเอวาไปที่เรือชูชีพที่มีเพียง 20 ลำ
เธอและแม่ได้ขึ้นเรือชูชีพหมายเลข 14 ที่กำลังถูกหย่อนลงสู่ท้องทะเล พ่อบอกเธอว่า ในไม่ช้าเราจะได้พบกันอีก แต่เอวากลับตระหนักได้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นหน้าพ่อ
จนถึงวันนี้ เอวาถือเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือล่มคนสุดท้ายที่ยังจดจำความผิดพลาดในการเตรียมเรือชูชีพของ ‘บริษัทไวท์สตาร์ไลน์’ สายการเดินเรือสัญชาติอังกฤษ เจ้าของเรือไททานิคได้
“ขอเพียงแค่คืนนั้นเรามีเรือชูชีพมากพอ คนที่เหลือจะไม่ต้องตาย”
ผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย
‘มิลวินา ดีน’ (Millvina Dean) อายุ 97 ปี เสียชีวิตเมื่อปี 2009 เธอนับเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย และเป็นผู้รอดชีวิตวัย 2 เดือนที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น เถ้ากระดูกของมิลวินาถูกโปรยลงทะเล ณ ท่าเรือเซาแทมป์ตัน (Southampton) สถานที่ที่ไททานิคเริ่มเดินทาง และจุดจบของหลายพันชีวิตได้เริ่มต้น
ครอบครัวของมิลวินาเป็นผู้โดยสารชั้น 3 ที่ไม่ได้ตั้งใจขึ้นเรือไททานิค แต่เรือของพวกเขาถูกเปลี่ยนกะทันหัน เมื่อไททานิคพุ่งชนภูเขาน้ำแข็ง ผู้โดยสารชั้น 3 แทบจะสิ้นหวัง เพราะพวกเขายืนอยู่ในจุดที่ไม่ได้อภิสิทธิ์และไม่มีสิทธิต่อรอง โชคดีที่ผู้เป็นพ่อสามารถพาภรรยา ลูกชายคนโต และมิลวินาขึ้นเรือชูชีพหมายเลข 10 ได้สำเร็จ แต่ตัวเขาต้องจมลงพร้อมกับซากเรือตลอดกาล
หากใครหลายคนบอกว่าชีวิตของเธอคือปาฏิหาริย์ มิลวินาต้องใช้เวลาตลอดชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงสีสปอตไลท์ที่ถาโถมเข้ามาโดยที่เธอไม่ได้เรียกหา ความสนใจทั้งหมดเป็นเพราะเธอคือ ‘ผู้รอดชีวิต’ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ข่าว งานครบรอบไททานิคล่ม หรืองานเปิดตัวภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง มิลวินาจะต้องได้รับคำเชิญเสมอ นั่นทำให้ช่วงหลังเธอเริ่มปฏิเสธการออกงาน รวมถึงปฏิเสธการดูภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค (1997) ที่กำกับโดยเจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดทั่วโลกอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิศมาแล้ว
มิลวินากล่าวว่า นอกจากภาพยนตร์และหนังสือหลายเล่มจะสะท้อนเรื่องราวในประวัติศาสตร์แล้ว มันยังบีบบังคับให้เธอหวนนึกถึงความทรงจำอันเลวร้าย
“ฉันไม่อยากจินตนาการภาพที่พ่อถูกปล่อยให้อยู่บนเรือและจมไปพร้อมกับมัน นั่นคือฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น”
ลูกเรือผู้ทุกข์ทรมาน
อีกหนึ่งเรื่องราวของลูกเรือไททานิคที่ตายทั้งเป็นจากเหตุการณ์เรือชนภูเขาน้ำแข็ง เพียงเพราะบริษัทไวท์สตาร์ไลน์ไม่เตรียม ‘กล้องส่องทางไกล’ ให้ลูกเรือสังเกตการณ์
‘เฟรเดอริค ฟลีต’ (Frederick Fleet) หนุ่มชาวอังกฤษวัย 25 ปี ได้เข้าทำงานเป็นลูกเรือของเรืออาร์เอ็มเอส ไททานิค (RMS Titanic) 1 ใน 3 เรือยักษ์สุดหรูของโลก ‘โอลิมปิค’ (Olympic) ‘ไททานิค’ (Titanic) และ ‘บริทานิค’ (Britannic)
เขาคือ 1 ใน 5 ผู้สังเกตการณ์บนดาดฟ้าเรือ และเป็นคนแรกที่ตะโกนบอกว่ามีภูเขาน้ำแข็งอยู่ตรงหน้า โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นในคืนวันที่ 14 เมษายน 1912 เวลา 23.39 น. เขาสังเกตเห็นภูเขาน้ำแข็งและรีบสั่นระฆังแจ้งเตือน ซึ่งนั่นคือหน้าที่สุดท้ายก่อนที่ผู้คนมากมายจะเบียดกันขึ้นเรือชูชีพ เฟรเดอริคได้รับคำสั่งให้ขึ้นเรือชูชีพหมายเลข 6 ลำเดียวกับที่ ‘มอลลี บราวน์ ผู้ไม่มีวันจม’ เป็นผู้ควบคุมเรือ
ขณะที่เท้าก้าวถึงแผ่นดิน เขากลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกที่อยากรู้ว่าเหตุใดจึงเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ซึ่งเฟรเดอริคยืนยันหนักแน่นตลอดชีวิตของเขาว่า “ขอแค่เขามีกล้องส่องทางไกลในคืนนั้น เขาจะสามารถป้องกันเหตุการณ์นี้ได้” นั่นก็เพราะลูกเรือได้ร้องขอกล้องส่องทางไกลมาตลอด แต่ทางบริษัทไม่จัดหาให้
ผลลัพธ์ของเรือล่ม คือการที่เฟรเดอริคต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานท่ามกลางความรู้สึกผิด จนเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงในปี 1965
เคาน์เตสผู้คัดท้ายเรือสู่ที่ปลอดภัย
หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ เคาน์เตสผู้ใจบุญแห่งโรธีส์ (Rothes) อีกหนึ่งฮีโรจากเหตุการณ์ไททานิคอับปาง ‘นูเอล เลสลี’ (Noël Leslie) ดอกไม้เหล็กผู้โด่งดังจากการควบคุมเรือชูชีพหมายเลข 8 และคัดท้ายเรือพาผู้โดยสารไปยังที่ปลอดภัย
นานนับชั่วโมงที่เธอเป็นผู้ถือหางเสือเรือไว้ ก่อนจะกลับลงไปปลอบหญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งแต่งงาน แต่กลับสูญเสียสามีไปในซากเรือ นูเอลพยายามทำทุกอย่างให้ผู้รอดชีวิตรู้สึกปลอดภัยที่สุดเท่าที่เธอทำได้ แม้จะขึ้นเรือคาร์พาเทียที่มารอช่วยเหลือได้แล้ว นูเอลก็ยังวิ่งวุ่นดูแลเด็กและสตรีที่กำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งฝันร้าย เธอดูแลผู้โดยสารที่ยากจน รวมไปถึงเย็บเสื้อผ้าให้กับเด็กทารก
หลังจากเรืออับปาง นูเอลยังคงเดินหน้าทำงานด้านพยาบาลและช่วยเหลือผู้เดือดร้อนขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงแม้คนทั่วโลกจะยกย่องเธอว่าเป็นฮีโรจากการช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก แต่นูเอลกลับปฏิเสธความเชื่อนั้น ทั้งยังไม่บอกเล่าวีรกรรมของเธอให้ผู้อื่นฟัง กระทั่งเธอเสียชีวิตในปี 1956 เหลนสาวของนูเอลจึงได้อ่านจดหมายและรับรู้ถึงความกล้าหาญของทวดที่คนทั่วโลกเคารพรัก
จากความตายสู่กฎหมายพาณิชยนาวี
เจ้าหน้าที่ ‘ชาร์ลส์ ไลท์โทลเลอร์’ (Charles Lightoller) ต้นหนเรือไททานิคทำหน้าที่อย่างแข็งขันเพื่อคัดผู้หญิงและเด็กลงเรือชูชีพเป็นอันดับแรก แต่ความเคร่งครัดของเขาทำให้เรือชูชีพบางลำต้องถูกปล่อยลงทะเลทั้งที่ที่นั่งยังเหลือ
ขณะที่ร่างอันหนักอึ้งของไททานิคค่อย ๆ จมลงสู่ผืนน้ำอย่างช้า ๆ ไม่มีเรือชูชีพเหลืออีกแล้ว ชาร์ลส์ตัดสินใจตายไปพร้อมกับเรือที่เขาประจำการ แต่เมื่อหม้อไอน้ำของเรือระเบิด ร่างของเขาก็ถูกดันกลับขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง
คราวนี้เขาโผล่มาเจอเรือชูชีพลำเล็ก Collapsible B ที่พลิกคว่ำอยู่ มีผู้รอดชีวิตราว 30 คนกำลังตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเรือ ชาร์ลส์รีบว่ายน้ำเข้าไปสมทบ และสอนวิธีทิ้งน้ำหนักตัวเพื่อสร้างสมดุลเนื่องจากปริมาณคนทั้งหมดถึงขีดจำกัดที่เรือจะรองรับได้ แต่สุดท้ายเขาที่ตั้งใจตายกลับรอดชีวิตข้ามคืน และก้าวเท้าขึ้นเรือชูชีพได้ในรุ่งสาง
เมื่อทั่วโลกตั้งคำถามถึงการปล่อยเรือชูชีพว่างของเขา ชาร์ลส์ให้คำตอบว่า เขาสังเกตรอกสำหรับแขวนเรือชูชีพ และคิดว่ามันไม่น่าแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักคนได้เต็มจำนวน นั่นคือสาเหตุที่เขาเลือกปล่อยเรือก่อน เพราะเกรงว่าหากรอกหัก จากเรือชูชีพจะกลายเป็นเรือดับชีพแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กและสตรีที่ขึ้นเรือก่อน
ภายหลังการอับปางของเรือไททานิค ชาร์ลส์ได้ให้คำแนะนำถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบเพิ่มเติมสำหรับการเดินเรือ ซึ่งหลายข้อได้กลายมาเป็นกฎหมายพาณิชยนาวีในปัจจุบัน
จากนักประวัติศาสตร์สู่ฮีโร
อาร์ชิบัลด์ เกรซี ที่ 4 (Archibald Gracie IV) ทหาร นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ที่เขาก้าวข้ามความตาย และรอดชีวิตไปถ่ายทอดเรื่องราวให้คนทั่วโลกได้ฟังผ่านเรื่องสั้นของเขา แต่อาร์ชิบัลด์กลับเป็นคนแรก ๆ เช่นกันที่เสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน
อาร์ชิบัลด์ขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือขณะที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน เมื่อเรือเริ่มเอียงและจมลงสู่ใต้น้ำ เขาช่วยชาร์ลส์ ไลท์โทลเลอร์ ต้นหนเรืออพยพเด็กและสตรีขึ้นเรือชูชีพกระทั่งเรือลำสุดท้ายถูกปล่อยลงน้ำ หลังจากนั้นอาร์ชิบัลด์จึงลงเรือชูชีพขนาดเล็ก Collapsible Boat B พร้อมลูกเรือที่เหลือจำนวนหนึ่ง แต่โชคร้ายเรือกลับพลิกคว่ำ ลูกเรือหลายคนเสียชีวิต เหลือเพียงเขาและเพื่อนอีก 5 คน
ความโชคร้ายที่ตามหลังความโชคดีคือ อาร์ชิบัลด์ป่วยหนักจากภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายตํ่ากว่า 35 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ในเรือไททานิคแข็งตาย นั่นทำให้เพียง 8 เดือนต่อมาเขาก็เสียชีวิตลง เหลือไว้แค่เรื่องเล่าในวันเรืออับปางที่มีรายละเอียดครบถ้วนที่สุดเท่านั้น
เรื่องราวของทั้ง 9 ชีวิต เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนวิธีคิดของบริษัทนายทุนที่แลก ‘ความปลอดภัย’ ไปกับความสวยงามและความน่าประทับใจ แต่นอกเหนือจากนั้นยังมีสาเหตุอีกหลายประการที่สามารถนำมาถกเถียงกันได้อย่างไม่จบสิ้น
9 มุมมองที่ผ่านมาจึงไม่อาจตัดสินความถูกผิดของใครคนใดคนหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ แต่โศกนาฏกรรมและความตายในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือครั้งนั้นได้แสดงให้เห็นถึง ‘บทเรียนราคาแพง’ ที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตและความทุกข์ทรมาน
ส่วนในวันนี้ เรื่องราวในอดีตได้กลายมาเป็นแรงผลักดันให้โลกหมุนสู่การพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันความตายที่ถูกคนอื่นยัดเยียดอย่างอยุติธรรม และให้ความคุ้มครองชีวิตอย่างเท่าเทียมไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม
ขออุทิศเรื่องราวแด่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้รอดชีวิต ผู้เสียสละ และผู้ที่นอนหลับใหลอยู่ใต้มหาสมุทร